ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ บางกะปิ
www.becomz.com

ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ บางกะปิ รามคำแหง

เปิดบริการซ่อมคอมพิวเตอร์ถึงที่สะดวกรวดเร็ว ด้วยทีมงานช่างซ่อมคอมพิวเตอร์ มืออาชีพ ประสบการณ์กว่า 10 ปี ที่จะไปบริการซ่อม ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่ทำงาน วัด โรงเรียน ร้านอินเตอร์เน็ต ฯลฯ โดยคิดอัตราค่าบริการเริ่มต้นเพียง 400 บาทต่อเครื่องเท่านั้น

การให้บริการ

หากลูกค้ายืนยันการซ่อมแล้วทางเราออกเดินทาง ไปแล้วยกเลิกการซ่อมในขณะที่ทางเราเดินทางไปถึงแล้วจะต้องเสียค่าเสียเวลาและการเดินทาง 400 บาท

พื้นที่ที่บริการ

ซ่อมคอมนอกสถานที่,ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ 095-219-0106 เริ่มต้นที่ 400บาท/เครื่อง (ปล. ให้บริการเฉพาะเขตพื้นที่ รามคำแหง บางกะปิ นวมินทร์ เสรีไทย ลาดพร้าวเฉพาะ บริเวณ จากเดอะมอลบางกะปิถึงโชคชัย 4 )

อัตราค่าบริการ becomz

ติดต่อ : TaNDesgin โทร. 095-219-0106 www.i-comz.com

บริการหลังการซ่อม โดย www.i-comz.com

ทุกงานซ่อมรับเราประกัน 1 สัปดาห์เต็ม หากปัญหาเดิมยังอยู่ เราจะไปบริการซ่อมให้ฟรี โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น และสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่เคยใบ้บริการกับทาง www.i-comz.com เรามีบริการซ่อมคอมออนไลน์ฟรีให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่า

วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ศึกซักฟอกรัฐบาลเริ่มแล้วส.ว.สับเละรับจำข้าว




ญัตติอภิปรายทั่วไปเริ่มแล้ว ครมปูสลับหน้าเข้าฟังวุฒิสภา เน้นประเด็นรับจำนำข้าว
เมื่อเวลา 13.00 น.ที่รัฐสภา ในการการประชุมวุฒิสภานัดพิเศษ ที่มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 เป็นประธานได้พิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปในวุฒิสภา เพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงข้อเท็จจริงหรือชี้แจงปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินโดยไม่มีการลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 โดยมีนายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รมว.คลัง พล.อ. พฤณท์ สุวรรณทัต รมช.คมนาคม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ และนายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง ร่วมฟังการอภิปราย โดยประธานแจ้งมีส.ว.ร่วมลงชื่ออภิปรายทั้งสิ้น 56 คน ให้เวลาคนละ 10 นาที และในวันนี้อภิปรายได้ 25 คน ส่วนผู้เสนอญัตติให้เวลาแถลงเปิดญัตติคนละ 30 นาที และให้คณะรัฐมนตรีตอบชี้แจงทั้งสิ้น เป็นเวลา 2 ชั่วโมง

นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา ในฐานะผู้เสนอญัตติกรณีการรับจำนำข้าวทุกเมล็ด งบประมาณ 4.05 แสนล้านบาท มีส.ว.ร่วมลงชื่อ 82 คน แถลงเปิดญัตติว่า โครงการรับจำนำข้าวมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด มีเสียงคัดค้านจากทุกภาคส่วนแม้แต่ภายในรัฐบาลยังเข้าใจว่าคนที่มาคัดค้านโครงการคือพ่อค้าข้าวที่เสียประโยชน์ แต่ความจริงมีชาวนาถึง 3 ล้านครอบครัว ไม่ได้รับประโยชน์
สำหรับข้อเสียของโครงการจำนำข้าว คือ 1.ชาวนาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือประสบปัญหาภัยแล้ง ทำให้ไม่มีข้าวมาเข้าร่วมโครงการหลายแสนครอบครัว แต่ชาวนาในภาคกลางที่ร่ำรวยกลับได้ประโยชน์มากกว่า จนอาจส่งผลต่อระบบชนชั้น  2.เป็นโครงการอาจมีปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น ในส่วนการขายข้าว ซึ่งไม่เห็น ครม.หรือใครจะเข้ามาตรวจสอบ ไม่มีการรายงานว่า มีการขายข้าวระหว่างรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับชาติใดบ้างเป็นจำนวนเท่าไหร่ โดยอ้างว่าเป็นความลับ  การไม่เปิดเผยข้อมูลอาจหมายถึงความไม่โปร่งใสของโครงการ

3.ความสามารถในการขายข้าวของกระทรวงพาณิชย์ถือว่าต่ำมาก เพราะมีข้าวค้างสต็อกเป็นจำนวนมาก 4.ไม่การเปิดเผยหรือทำบัญชี กำไร ขาดทุน ของโครงการรับจำนำข้าว ถามไปยังส่วนงานใด ๆ ไม่มีใครทราบ ถือเป็นโครงการที่สุ่มเสี่ยงต่อการขาดทุนปีละกว่า 2 แสนล้านบาท  ทั้งยังมีข้าวเก่าที่ยังค้างสต็อกอยู่อีกมาก 5.ขอเรียกว่าเป็นลักษณะโครงการขี่ช้างจับตั๊กแตน หลายคนในรัฐบาลชอบขี่ช้างอยู่แล้ว ดังนั้น อยากเรียกร้องให้รัฐมนตรี ชี้แจงเปิดเผยข้อมูล การซื้อขายข้าวแบบปกติ และแบบรัฐต่อรัฐ หากเห็นว่าเป็นเรื่องอาจส่งผลกระทบให้ประชุมลับได้  พร้อมขอเสนอแนะไปยังรัฐบาล ว่า ไม่อยากให้พุ่งเป้าไปที่การส่งออกข้าวให้มาก แต่ขอให้ส่งเสริมการปลูกข้าวที่มีคุณภาพ จำกัดจำนวนรับจำนำที่ชัดเจน มุ่งช่วยเหลือชาวนารายย่อย ลดจำนวนการปลูกข้าวของประเทศลงเพื่อแบ่งพื้นที่ปลูกพืชพลังงาน

ด้าน นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ ส.ว.สรรหา เป็นผู้เสนอญัตติกรณีการบริหารราชการแผ่นดินที่ส่อว่า จะเกิดความเสียหายแก่บ้านเมือง โดยมี ส.ว. 61 คน ร่วมลงชื่อ กล่าวตำหนิรัฐบาลก่อนการแถลงเปิดญัตติว่า เคยชื่นชมนายกรัฐมนตรีที่มาจากนักบริหารและนำประสบการณ์มาประยุกต์ใช้กับส่วนราชการได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังเห็นเป็นข้อได้เปรียบที่ไม่ถนัดในการตอบโต้ในทางการเมือง แต่นายกรัฐมนตรีกลับไม่ใช้ความประสีประสา ทำให้มีทางออกใหม่  แต่ปล่อยให้ผู้อาวุโสในพรรคการเมืองเล่นการเมือบแบบเดิม ๆ ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรี เข้าประชุมสภาฯเพียง 2 ครั้ง คือ การอภิปรายงบประมาณรายจ่ายเพียงช่วงสั้นๆ ทั้งที่วุฒิสภามีท่าทีดูเป็นมิตรกว่าสภาผู้แทนราษฎรและน่าเสียดายที่รัฐบาลใช้เวทีของวุฒิสภาเล่นเกมการเมือง อย่างไรก็ตาม การเมืองนอกสภาจะลดลงได้มาก หากรัฐบาลให้ความสำคัญกับสภามากกว่านี้ รัฐบาลที่ผ่าน ๆ มามีอันเป็นไป เพราะการไม่ยอมรับในการตรวจสอบของรัฐสภา

นายวิชาญ กล่าวเปิดญัตติว่า  ขอนำประเด็นปัญหา 4 กรอบใหญ่หารือต่อรัฐบาล เรื่องพืชผลทางการเกษตรโดยในช่วงปีเศษ ๆที่ผ่านมามีปัญหาพอสมควรโดยเฉพาะข้าว การรับจำนำข้าวถือเป็นการโครงการที่ดี ถือเป็นความสำเร็จของรัฐบาล ในเรื่องการยกระดับราคาข้าว ทำให้ชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้น  แต่มีปัญหามาก ไม่ว่าจะเป็นขบวนการที่ดำเนินการหรือผลลัพธ์ที่ได้ จึงอยากให้รัฐบาลลงไปดูเรื่องความโปร่งใส การให้ข้อมูลตรงไปตรงมา ปิดเปิดบางส่วนทำให้เกิดความสงสัย เพราะในระยะยาวเชื่อว่าประเทศไทยจะไม่สามารถรับจำนำข้าวหรือพืชผลอื่นเช่นนี้ต่อไปได้  เพราะประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐฯออสเตรเลีย หรือในยุโรปที่ดำเนินการในสิ่งนี้มาก่อนสุดท้ายไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ เพราะรัฐบาลไม่มีเงินงบประมาณมากพออุดหนุนการขาดทุนทุกปีได้  ปัญหาเกิดจากการหาประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง รัฐบาลแม้จะไม่ได้หาประโยชน์เองแต่ต้องกำกับดูแล ตรวจสอบให้เกิดความโปร่งใส

นายวิชาญ กล่าวอีกว่า ปัญหาเรื่องความไม่สงบในภาคใต้ ทำให้เกิดความสูญเสียทั้งทรัพย์สิน ชีวิตของ เจ้าหน้าที่ และประชาชนผู้บริสุทธิ์ เหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นต่อเนื่องทุกวันเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 8 ปี สาเหตุจากการข่าวที่ยังมีความบกพร่อง ยุทธศาสตร์ที่ใช้อ้างว่ามาถูกทางแต่เหตุร้ายกลับเกิดขึ้นรายวัน และงบประมาณที่ใช้กันอย่างระเบิดเถิดเทิงที่แต่ละกระทรวง ทบวงกรมต่างคนต่างใช้ ไม่ตอบสนองต่อการแก้ปัญหาได้ รัฐบาลต้องกลับมาทบทวนมีหน่วยงานที่คัดกรองการใช้งบประมาณ ส่วนการที่นายกฯรับจะดูแลเองคิดว่า ไม่น่าจะมีเวลา อยากให้ตั้งรองนายกฯสักคนที่มีศักยภาพไปนั่งในพื้นที่อยู่ในศอ.บต.นั่งบัญชาการเชื่อว่า 3 เดือน จะเห็นความเปลี่ยนแปลง เพราะปัญหาคือการบูรณาการ ปัญหาน้ำแล้ง อีกประมาณ 5 เดือนหลายพื้นที่จังหวัดจะเผชิญน้ำแล้ง แต่วันนี้นายกฯได้มอบหมายและสั่งการลงไป เป็นการทำแบบเดิม ๆให้ไปดูปัญหาตรงนี้ให้กระทรวงหน่วยงานแก้กันไป การแก้ปัญหาอย่างนี้ไม่จำเป็นต้องมีรัฐมนตรีควรจะต้องหันกลับมาดูเรื่องบูรณา จะต้องทำเป็นแผน

“ในส่วน เรื่องปรองดองนั้นเห็นว่ารัฐบาลยังทำน้อยมาก ส่วนตัวเห็นว่ารัฐบาลไม่ควรทำเองเพราะเป็นกลุ่มบุคคลที่ส่วนได้เสีย เป็นไปได้รัฐบาลควรจะมอบหมายให้ส่วนงานอื่นที่ไม่มีส่วนได้เสียโดยตรงเข้ามาดำเนินการ อย่างไรก็ตามวันนี้เรามีคนมาชุมนุม เพราะต้องการแช่แข็งประเทศไทย ส่วนตัวไม่เห็นด้วย เพราะปัญหาที่ยกมา ไม่ได้ตกผลึกเป็นปัญหาที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใดๆ แต่เมื่อเขาใช้สิทธิ์มาชุมนุมต้องยอมรับตรงนี้ แต่ที่รัฐบาลดำเนินการเห็นการประกาศใช้ พ.รบ.มั่นคงฯ แต่สิ่งไม่เห็นคือผมอยากเสนอให้รัฐบาลเชิญคณะผู้ชุมนุมมาประชุมกันว่า  ที่ออกมาชุมนุมติดขัดหรือมีปัญหา เรื่องไหนจะลดความรุนแรง หากหากให้ชุมชุมกันไปดีไม่ดีปัญหาจะเกิดย้อนกลับมา”นายวิชาญกล่าว
Share:

“เสธ.อ้าย”ลั่นคนน้อยยกเลิกชุมนุมทันที




“เสธ.อ้าย” ลั่น24พ.ยคนมาน้อยยกเลิกชุมนุมทันที แฉมีหลักฐานใครเอี่ยวหมิ่นสถาบัน ย้ำพร้อมรับผิดชอบเอง โวยรัฐบาลใช้พ.ร.บ.มั่นคงคุกคามเสรีภาพ
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 23 พ.ย. พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ประธานองค์การพิทักษ์สยาม (อพส.) พร้อมด้วยพล.อ.ณัฐชัย เพิ่มทรัพย์ รองประธาน ผู้ดูแลด้านความปลอดภัยในพื้นที่การชุมนุมของ อพส. พล.อ.ปฐมพงศ์ เกษรศกุร์ แนวร่วม อพส. และนายประยงค์ ไชยศรี ทนายความกลุ่ม อพส. ร่วมกันแถลงการชุมนุมในวันที่ 24 พ.ย. ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า


พล.อ.บุญเลิศ กล่าวว่า จะนำหลักฐานที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการจาบจ้วงสถาบันมาเปิดเผยต่อประชาชนที่มาเข้าร่วมชุมนุมแบบโดยไม่มีการตัดต่อ และหากเกิดเหตุอะไรจะรับผิดชอบด้วยตัวเอง นอกจากนี้ยังพบว่า รัฐบาลเตรียมจะทำการทุจริตด้วยการกู้เงิน จำนวน 2.2 ล้านล้านบาท ซึ่งพอ ๆ กับงบประมาณประเทศ 1 ปี ส่วนการที่รัฐบาลประกาศใช้พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรปี 2551 ถือเป็นการเรียกให้มีผู้เข้าร่วมการชุมนุมมากขึ้น และเป็นการขัดขวางสิทธิการชุมนุมของประชาชน จึงขอตั้งข้อสังเกตกรณีที่รัฐบาลขนตำรวจจำนวนมากจากทั่วทุกภาครวมถึงภาคใต้มาควบคุมความเรียบร้อย เป็นการกระทำเกินไปหรือไม่ เพราะตนประกาศไว้ชัดเจนแล้วว่า การชุมนุมครั้งนี้ไม่มีความรุนแรง ดังนั้น ควรนำกำลังไปดูแลพื้นที่ภาคใต้ที่มีความรุนแรง และการกระทำดังกล่าวของรัฐบาล หวังปกป้องตัวเอง โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน


พล.อ.บุญเลิศ กล่าวต่อว่า สำหรับผู้ขึ้นปราศรัยในวันที่ 24 พ.ย. ยอมรับว่าอยู่ระหว่างการคัดกรอง แต่จะไม่ใช้คนมาก และตนอาจจะเป็นคนที่พูดมากที่สุด และหากคนมาน้อยไม่ถึง 5-6 หมื่น จะยุติการชุมนุมทันที ส่วนไม้เด็ดในการชุมนุมไม่ขอเปิดเผย แต่ยอมรับว่าการล่ารายชื่อ เพื่อยื่นถอดถอนรัฐบาล ถือเป็นแนวทางหนึ่งที่จะดำเนินการ ทั้งนี้ หากเกิดสถานการณ์ความรุนแรงขึ้นในการชุมนุม เชื่อว่าการ์ดจะควบคุมได้ พร้อมทั้งสื่อมวลชนต้องช่วยรายงานเหตุการณ์ดังกล่าว แต่มั่นใจว่าว่า จะไม่มีเหตุความรุนแรง


ด้าน พล.อ.ณัฐชัย กล่าวว่า ได้ประสานงานกับตำรวจดูแลพื้นที่การชุมนุมตลอดเวลา โดยพื้นที่ด้านนอกจะอยู่ภายใต้ความดูแลของตำรวจ ส่วนพื้นที่ด้านในจะเป็นความรับผิดชอบของการ์ดอพส. ดังนั้น หากเกิดเหตุอะไรในพื้นที่ด้านนอก ตำรวจต้องเป็นผู้รับผิดชอบ แต่หากมีกลุ่มคนเสื้อแดงแอบแฝงเข้ามาในพื้นที่การชุมนุม เพื่อสร้างสถานการณ์ การ์ดของอพส.จะจัดการด้วยมาตรการหนักไปหาเบา


ขณะที่ นายประยงค์ กล่าวว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยกคำร้องที่มีผู้กล่าวหาว่าการชุมนุมของอพส. ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ถือว่าการชุมนุมเป็นสิทธิ์ที่ทำได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 63 และรัฐบาลไม่มีสิทธิ์ประกาศ พ.ร.บ.ดังกล่าว จึงถือว่าขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 เพราะคำสั่งของศาลมีผลผูกพันธุ์กับรัฐบาล คณะรัฐมนตรี และทุกองค์กร ดังนั้น การชุมนุมครั้งนี้ ถือว่าสามารถทำได้  ส่วนการประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงใน 3 เขตของกทม.นั้น หากมีการขัดขวางประชาชนเดินทางเข้าร่วมชุมนุมนอกเขตพื้นที่ที่ได้ประกาศไว้ ถือเป็นการละเมิดสิทธิการชุมนุมของประชาชน ส่วนการประกาศห้ามเด็กอายุต่ำว่า 18 ปีเข้าร่วมชุมนุมโดยอ้าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กและเยาวชนปี 46 มองว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง รัฐบาลควรส่งเสริมให้เด็กมีส่วนร่วมทางการเมืองไม่ใช่ปิดกัน และหากมองย้อนกลับไปในการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อปี 52-53 ได้ใช้เด็กและคนชราเป็นโล่กำบังกลับไม่มีการพูดถึง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ดังนั้น ยืนยันว่าไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหนห้ามเด็กอายุต่ำว่า 18 เข้าร่วมชุมนุม


ด้าน พล.อ.ปฐมพงศ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีการใช้วิชามารแอบแฝงอ้างตัวเป็นตำรวจยึดทรัพย์ของประชาชนที่เดินทางมาเข้าร่วมการชุมนุม และการที่ระดมตำรวจมาเป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้ก่อเหตุในในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อเหตุได้ง่ายขึ้นด้วย ทั้งนี้ หากมีการปิดกั้นประชาชนเข้าร่วมชุมนุมด้วยรั้วลวดหนามหรือแท่งปูน ผู้ชุมนุมต้องฝ่าไปได้ เพราะเราเคยผ่านกันมามากกว่านี้แล้ว.
Share:

คุกตลอดชีวิต"แจ๊คเดอะริปเปอร์เมืองไทย"ฆ่ากดน้ำสาว




ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คุกตลอดชีวิต "สมคิด พุ่มพวง" ฆาตกรต่อเนื่อง ฆ่ากดน้ำสาวคาโรงแรมที่ อุดร ฯ
เมื่อวันที่ 23 พ.ย. ที่ห้องพิจารณา 804 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีดำ 3231/48 คดีแดง อ.1820 /54 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 6 เป็นโจทก์ฟ้องนายสมคิด พุ่มพวง หรือชูชาติ กิ่งแก้ว หรือวิชัย พรหมพันธ์ อายุ 49 ปี ฆาตกรต่อเนื่อง เจ้าของฉายาแจ๊คเดอะริปเปอร์เมืองไทย เป็นจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ลักทรัพย์และซ่อนเร้นทำลายศพ คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 21 ก.ย. 48 ระบุความผิดสรุปว่า


เมื่อระหว่างวันที่ 18-19 มิ.ย. 48 จำเลยล่อลวง น.ส.พรตะวัน ยังคะบุตร ไปร่วมประเวณีที่ห้องพักเลขที่ 1126 โรงแรมเจริญศรี แกรนด์รอยัล อ.เมือง จ.อุดรธานี ใช้กำลังประทุษร้าย บีบคอผู้ตาย กดน้ำตายในอ่างอาบน้ำ แล้วหลบหนีไปที่บ้าน ต.ในเมือง อ.เมือง ชัยภูมิ


คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่  28 เม.ย. 54 เห็นว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริง พิพากษาประหารชีวิต ชั้นสอบสวนจำเลยรับสารภาพ ลดโทษให้  1 ใน 3 คงจำคุกไว้ตลอดชีวิต จำเลยยื่นอุทธรณ์


ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้วเห็นว่า พยานโจทก์ให้การสอดคล้องเป็นลำดับ ฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายล่อลวงผู้ตายมาที่ห้อง และฆ่าผู้ตาย จากนั้นนำโทรศัพท์มือถือของผู้ตายไปขายในราคา 1,000 บาท โดยผู้รับซื้อโทรศัพท์จึงจดจำใบหน้าจำเลยได้ เชื่อว่า จำเลยฆ่าผู้ตายจริง อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่ศาลล่างพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย พิพากษายืน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ศาลมีคำพิพากษาคดีที่นายสมคิด กระทำผิดฐานฆ่าชิงทรัพย์ผู้อื่นมาแล้ว 4 คดี ประกอบด้วย 1.คดีดำที่ อ.3223/2548 ก่อเหตุฆ่า น.ส.วารุณี พิมพะบุตร อายุ 25 ปี นักร้องสาว “แสงตะวันคาเฟ่ ” ในห้องพักโรงแรมพลอยพาเลซ จ.มุกดาหาร ศาลอาญาพิพากษาให้ประหารชีวิต เมื่อวันที่ 21 ส.ค.52 แต่คำให้การเป็นประโยชน์อยู่บ้าง ศาลจึงลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุกตลอดชีวิตเมื่อวันที่ 21 ก.พ.55


2.คดีดำ อ.  3232/2548 ก่อเหตุฆ่า น.ส. สมปอง พิมพรภิรมย์ อายุ 25 ปี อาชีพหมอนวดแผนโบราณ ที่โรงแรมปิยะแมนชั่น จ.บุรีรัมย์ ในปี 48 ศาลอาญา พิพากษาประหารชีวิตเมื่อวันที่ 12 ก.พ.53 แต่คำให้การเป็นประโยชน์อยู่บ้าง ศาลจึงลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต


3.คดีดำ ด.3184/2548 กรณีที่ใช้กำลังประทุษร้ายบีบรัดคอ น.ส. ผ่องพรรณ ทรัพย์ชัย หมอนวดแผนโบราณเสียชีวิต เหตุเกิดที่ จ.ลำปาง เมื่อปี 48  ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต


4.คดีดำ ด.3776/2548 กรณีทำร้าย นาง พัชรีย์ อมตนิรันดร์ นักร้องคาเฟ่ จนขาดอากาศหายใจและลักทรัพย์ ที่ จ.ตรัง เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.48 โดยศาลอาญา พิพากษาเมื่อวันที่ 21 มี.ค.54 ให้จำคุกตลอดชีวิต
Share:

ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ 095-219-0106

Popular Posts

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Blog Archive

Followers

Blog Archive