ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ บางกะปิ
www.becomz.com

ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ บางกะปิ รามคำแหง

เปิดบริการซ่อมคอมพิวเตอร์ถึงที่สะดวกรวดเร็ว ด้วยทีมงานช่างซ่อมคอมพิวเตอร์ มืออาชีพ ประสบการณ์กว่า 10 ปี ที่จะไปบริการซ่อม ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่ทำงาน วัด โรงเรียน ร้านอินเตอร์เน็ต ฯลฯ โดยคิดอัตราค่าบริการเริ่มต้นเพียง 400 บาทต่อเครื่องเท่านั้น

การให้บริการ

หากลูกค้ายืนยันการซ่อมแล้วทางเราออกเดินทาง ไปแล้วยกเลิกการซ่อมในขณะที่ทางเราเดินทางไปถึงแล้วจะต้องเสียค่าเสียเวลาและการเดินทาง 400 บาท

พื้นที่ที่บริการ

ซ่อมคอมนอกสถานที่,ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ 095-219-0106 เริ่มต้นที่ 400บาท/เครื่อง (ปล. ให้บริการเฉพาะเขตพื้นที่ รามคำแหง บางกะปิ นวมินทร์ เสรีไทย ลาดพร้าวเฉพาะ บริเวณ จากเดอะมอลบางกะปิถึงโชคชัย 4 )

อัตราค่าบริการ becomz

ติดต่อ : TaNDesgin โทร. 095-219-0106 www.i-comz.com

บริการหลังการซ่อม โดย www.i-comz.com

ทุกงานซ่อมรับเราประกัน 1 สัปดาห์เต็ม หากปัญหาเดิมยังอยู่ เราจะไปบริการซ่อมให้ฟรี โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น และสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่เคยใบ้บริการกับทาง www.i-comz.com เรามีบริการซ่อมคอมออนไลน์ฟรีให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่า

วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ยกฟ้อง"หมอสุพัฒน์"เบิกความเท็จขออนุบาลแม่


เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 31 ต.ค. ที่ห้องพิจารณา 802 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำสั่งคดีดำ อ.2498/55 ที่นายสุเทพ เลาหะวัฒนะ อายุ  63 ปี เป็นโจทก์ฟ้อง พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ อายุ 57 ปี อดีตอายุรแพทย์ รพ.ตำรวจ เป็นจำเลยในความผิดฐานเบิกความเท็จ และแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อศาล

กรณี เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 55  เวลากลางวัน จำเลยได้นำข้อความอันเป็นเท็จเบิกความต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางในคดี 1653/54 ที่จำเลย ยื่นคำร้องต่อศาลเยาวชนฯ ร้องขอให้นางถนิม เลาหะวัฒนะ มารดาวัย 96 ปี เป็นบุคคลผู้ไร้ความสามารถและจำเลยยังได้แสดงพยานหลักฐานเท็จในสาระสำคัญของ คดีทำให้โจทก์ไม่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้อนุบาลนางถนิม มารดา

การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงขอให้ศาลออกหมายเรียกจำเลยมาแก้ต่างคดีและพิพากษาลงโทษตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 177,180 ด้วย  เหตุเกิดที่แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กทม.

โดยศาลพิเคราะห์คำเบิกความและคำฟ้องโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า  คำฟ้องโจทก์ระบุเพียงว่า  จำเลยเบิกความเท็จในชั้นไต่สวนมูลฟ้องที่ได้ยื่นคำขอคุ้มครองชั่วคราวที่ จำเลยได้ยื่นขอเป็นผู้อนุบาลนางถนิม  ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเท่านั้น แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องถึงพฤติการณ์จำเลยโดยละเอียด คำฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบ ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 อนุ 2  จึงให้ยกฟ้อง

ด้านนายทรงพล อาทรธุระสุข ทนายความของนายสุเทพ กล่าวว่า จะใช้สิทธิตามกฎหมายยื่นอุทธรณ์ ความจริงแล้วชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์การบรรยายฟ้องให้ทราบลักษณะข้อหาและการ กล่าวหาก็น่าจะเพียงพอ.
Share:

กทค.หอบหลักฐานแจงเพิ่มเติมปมประมูล3จี


เมื่อวันที่ 30 ต.ค.เวลา 09.00 น.ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน  พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) และรองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)  พร้อมคณะ ประกอบด้วยนายสุทธิพล ทวีชัยการ นายประเสริฐ ศีลพิพัฒน์ และพล.อ.สุกิจ ขมะสุนทร คณะกรรมการกสทช. เดินทางเข้าพบนางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายศรีราชา เจริญพานิช และนายประวิช รัตนเพียร ผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอหารือและยื่นเอกสารเพิ่มเติมชี้แจงอำนาจหน้าที่ในการจัดประมูลคลื่น ความถี่ 3 จี หลังมีผู้ร้องให้ตรวจสอบ จำนวน 3 ราย และเมื่อทราบข่าวจากโฆษกผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ระบุว่า ข้อมูลที่เลขาธิการกสทช.เคยมายื่นชี้แจงครบถ้วนแล้ว แต่ทางนายสุทธิพล ทวีชัยการ คณะกรรมการกสทช. เห็นว่าน่าจะยังไม่ครบถ้วนทุกประเด็น จึงมีความเป็นห่วง ดังนั้น จึงต้องการนำข้อมูลและมาชี้แจงด้วยตัวเองในวันนี้
ทั้งนี้ ยืนยันว่าการปฏิบัติหน้าที่ของ กทค.มีอำนาจในการดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งเคยเป็นกังวลอยู่เช่นกันในประเด็นข้อกฎหมายในเรื่องของอำนาจในการดำเนิน การ จึงได้ศึกษาและสอบถามนักวิชาการต่างๆ ในประเด็นที่คิดว่ามีปัญหา เช่น ในมาตรา 27 (4) ,(6)  ซึ่งก็เห็นว่าเราสามารดำเนินการได้ จึงเดินหน้าดำเนินการ
“ขอยืนยันว่าการดำเนินการประมูลคลื่นความถี่ 3 จี ตลอดเวลาที่ผ่านมา ได้พยายามชี้แจงว่าการดำเนินการเป็นไปอย่างถูกต้องตามกระบวนการทุกขั้นตอน แต่เมื่อมีผู้มาร้องเรียนถึงการปฏิบัติหน้าที่ จึงจำเป็ต้องมาชี้แจงข้อเท็จจริงให้สังคมได้รับทราบว่าการประมูลคลื่นความ ถี่ 3 จี เป็นไปอย่างโปร่งใส และมีกฎหมายรองรับไว้ชัดเจน ดังนั้น กทค.จึงต้องการนำขอมูลอีกด้านหนึ่ง เพื่อยืนยันว่ามีอำนาจในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว” นายสุทธิพล กล่าว
ขณะที่นางผาณิต กล่าวภายหลังการหารือร่วมกับคณะกรรมการกทค.ว่า หลังจากนี้ทางผู้ตรวจการฯ จะเร่งพิจารณาตรวจสอบเรื่องดังกล่าว หลังทางกทค.ได้ยื่นข้อมูลเพิ่มเติมเข้ามาให้ผู้ตรวจการแผ่นดินได้นำมาประกอบ การพิจารณา โดยขณะนี้มีจำนวน 3 คำร้องที่ยื่นเข้ามาให้ผู้ตรวจการแผ่นดินตรวจสอบ ซึ่งทางผู้ตรวจการฯจะพิจารณาว่า ทั้ง 3 คำร้องมีประเด็นที่เกี่ยวข้องหรือแตกต่างกันอย่างไร
นางผาณิต กล่าวต่อว่า ส่วนทางกสทช.จะชะลอการดำเนินออกใบรับรองการอนุญาตการประมูล 3 จี หรือไม่นั้น เป็นดุลยพินิจของกสทช.ที่จะต้องเป็นผู้พิจารณาเอง อย่างไรก็ตาม ทางผู้ตรวจการฯจะเร่งพิจารณาเรื่องดังกล่าวให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลา จึงคาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะทราบความชัดเจนว่าผู้ตรวจการฯจะส่งเรื่องให้ศาล ปกครองพิจารณาหรือไม่ ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า แม้ระยะเวลาการพิจารณาเรื่องดังกล่าวของผู้ตรวจการฯจะมีข้อจำกัด แต่ก็ไม่มีความกดดัน เนื่องจากผู้ตรวจการฯปฎิบัติหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 14 ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2552
ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายศรีราชา เจริญพานิช ผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดเผยว่า การพิจารณาของผู้ตรวจฯกรณีคำร้องต่างๆ ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นว่าเรื่องนั้น เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายแล้ว จึงส่งให้ศาลปกครองพิจารณา แต่แค่เพียงเห็นว่ามีปัญหาเรื่องความชอบด้วยกฎหมายก็สามารถที่ยื่นคำร้องต่อ ศาลปกครองได้แล้ว อีกทั้งตามหน้าที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ตรวจฯเป็นเหมือนช่องทางที่ให้ประชาชน สามารถยื่นคำร้องผ่านไปยังศาลได้ ซึ่งการประมูล 3 จี มีประเด็นมาก ทางผู้ตรวจกำลังพิจารณาอยู่ว่า โดยนอกจากประเด็นการจัดประมูลเป็นไปตามกฎหมาย มีการฮั้วประมูลที่ต้องส่งศาลปกครองพิจารณาหรือไม่แล้ว ยังมีการพิจารณาว่า ที่ร้องว่ากทค.มีอำนาจที่จะจัดหรือรับรองการประมูลหรือไม่ ผู้ตรวจจะต้องยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยด้วยหรือไม่
Share:

ฮึ่มขู่อดข้าวประท้วงขอเพิ่มลอตเตอรี่ช่วยเหลือคนพิการ


เมื่อวันที่ 31 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล  นายชัยวัฒน์ หวานคำ ประธานกลุ่มองค์กรแนวร่วมผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลในราคาควบคุม ได้ยื่นหนังสือถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้แก้ปัญหาความเดือดร้อนของกลุ่มผู้ค้าสลากฯที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ พิการ ไม่สามารถประกอบอาชีพอื่นได้ จึงขอให้รัฐบาลพิจารณาจัดพิมพ์สลากฯเพิ่มจำนวน 2 หมื่นเล่ม เพื่อจัดสรรให้กับคนพิการที่ประกอบอาชีพจำหน่ายสลากฯ จำนวน 2,000 ครอบครัว ซึ่งกลุ่มผู้พิการเหล่านี้ได้รับเงินเบี้ยผู้พิการ คนละ 500 บาทต่อเดือนเท่านั้น จึงจำเป็นที่ต้องมีอาชีพเสริมเพื่อให้มีรายได้เพียงพอต่อการเลี้ยงดูครอบ ครัว แต่ถ้ากลุ่มองค์กรแนวร่วมผู้ค้าสลากฯยังไม่ได้รับคำตอบจากรัฐบาล ก็จะอดอาหารต่อไปจนกว่าจะมีคำตอบ จากนั้น ตัวแทนกลุ่มดังกล่าวได้ไปรวมตัวกันที่หน้าประตู 5 ทำเนียบรัฐบาล ฝั่งถนนราชดำเนิน เพื่อรอฟังคำตอบที่ชัดเจนจากรัฐบาลในเรื่องนี้.
Share:

อุทธรณ์ตัดสินคุก9ปี 2นปช.พกบึ้มประท้วง


ที่ห้องพิจารณา 808 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 31 ต.ค.นี้ ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีดำ อ.2274/ 53 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ฟ้องนาย ประสงค์ มณีอินทร์ และ นายโกวิทย์ แย้มประเสริฐ  อาชีพรับเหมาก่อสร้าง และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นจำเลยที่ 1-2 ฐาน ฝ่าฝืนประกาศข้อกำหนด ห้ามมิให้มีการชุมนุมฯ และการใช้เส้นทางคมนาคม, ร่วมกันมีวัตถุระเบิดฯ, ร่วมกันมีเครื่องวิทยุคมนาคมฯ, ร่วมกันพาอาวุธไปในเมืองฯ, ร่วมกันลักทรัพย์ฯ
โจทก์ฟ้อง สรุปว่า เมื่อวันที่ 17 พ.ค.53 จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันชุมนุมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปและมั่วสุมขณะที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะโตโยต้า ไมตี้เอ็กซ์ ทะเบียน ปว 2816 กรุงเทพมหานคร มีจำเลยที่ 2 นั่งร่วมด้วยพร้อมวัตถุระเบิดและวิทยุคมนาคมไปตามเส้นทางที่ประกาศสถานการณ์ ฉุกเฉิน และงัดประตูร้านสะดวกซื้อแล้วลักทรัพย์ 60 รายการ เป็นเงิน 38,251 บาท เหตุเกิดที่แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน, แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กทม.
คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ฐานฝ่าฝืนประกาศ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548  จำคุกคนละ 8 เดือน ฐานร่วมกันลักทรัพย์ จำคุกคนละ 5 ปี ฐานมีวัตถุระเบิด จำคุกคนละ 6 ปี ฐานมีวิทยุสื่อสารปรับ 6,000 บาท และพาอาวุธไปในที่สาธารณะ ปรับ 100 บาท รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 11 ปี 8 เดือน ปรับคนละ 6,100 บาท ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ทหารปะทะกับคนเสื้อแดงในการชุมนุมทำให้เป็นปฏิปักษ์กับจำเลยมานั้น ฝ่ายจำเลยไม่มีพยานนำสืบให้เห็นว่า ทหารที่จับกุมเป็นผู้เข้าร่วมทำร้ายคนเสื้อแดง ส่วนวิทยุสื่อสาร ที่จำเลยอ้างว่าเป็นอาสาสมัครป้องกันฝ่ายพลเรือน(อปพร.) ก็ไม่นำสืบหักล้าง จึงฟังได้ว่าจำเลยพกพาวิทยุสื่อสารและร่วมกันพกพาอาวุธและวัตถุระเบิด ส่วนประเด็นที่ ห้ามใช้เส้นทางตามที่กำหนด แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองขับรถยนต์ออกจากที่ชุมนุมเพื่อเดิน ทางกลับบ้านจึงไม่มีความผิด
ส่วนข้อหาลักทรัพย์นั้นฝ่ายโจทก์มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเบิกความว่า จากการจับกุมได้ตรวจค้นพบเครื่องอุปโภค บริโภคเช่น เหล้า บุหรี่ บัตรเติมเงินฯลฯ  เห็นว่า ประเด็นนี้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานยืนยันว่า จำเลยเข้าไปลักทรัพย์ พยานหลักฐานจึงไม่เพียงพอที่จะลงโทษฐานลักทรัพย์แต่ฟังได้ว่าจำเลยมีความผิด ฐานรับของโจร
ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาแก้ให้จำคุกจำเลยเหลือคนละ 9 ปี 4 เดือน ปรับ คนละ 6,100 บาท  .
Share:

ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ 095-219-0106

Popular Posts

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Blog Archive

Followers

Blog Archive