ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ บางกะปิ
www.becomz.com

ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ บางกะปิ รามคำแหง

เปิดบริการซ่อมคอมพิวเตอร์ถึงที่สะดวกรวดเร็ว ด้วยทีมงานช่างซ่อมคอมพิวเตอร์ มืออาชีพ ประสบการณ์กว่า 10 ปี ที่จะไปบริการซ่อม ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่ทำงาน วัด โรงเรียน ร้านอินเตอร์เน็ต ฯลฯ โดยคิดอัตราค่าบริการเริ่มต้นเพียง 400 บาทต่อเครื่องเท่านั้น

การให้บริการ

หากลูกค้ายืนยันการซ่อมแล้วทางเราออกเดินทาง ไปแล้วยกเลิกการซ่อมในขณะที่ทางเราเดินทางไปถึงแล้วจะต้องเสียค่าเสียเวลาและการเดินทาง 400 บาท

พื้นที่ที่บริการ

ซ่อมคอมนอกสถานที่,ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ 095-219-0106 เริ่มต้นที่ 400บาท/เครื่อง (ปล. ให้บริการเฉพาะเขตพื้นที่ รามคำแหง บางกะปิ นวมินทร์ เสรีไทย ลาดพร้าวเฉพาะ บริเวณ จากเดอะมอลบางกะปิถึงโชคชัย 4 )

อัตราค่าบริการ becomz

ติดต่อ : TaNDesgin โทร. 095-219-0106 www.i-comz.com

บริการหลังการซ่อม โดย www.i-comz.com

ทุกงานซ่อมรับเราประกัน 1 สัปดาห์เต็ม หากปัญหาเดิมยังอยู่ เราจะไปบริการซ่อมให้ฟรี โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น และสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่เคยใบ้บริการกับทาง www.i-comz.com เรามีบริการซ่อมคอมออนไลน์ฟรีให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่า

วันอังคารที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2555

รัฐบาลลุยจำนำข้าว ปี2 คนไทยบักโกรกแบกหนี้


โครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนและถกเถียงกันอย่างกว้างขวางว่าจะล้มเหลวหรือไม่? หลังจากรัฐบาลยอมทุ่มเงินมหาศาลแลกกับการยกระดับราคาข้าวเปลือก เพื่อรักษาสัญญาที่ได้ให้ไว้กับคะแนนเสียงกว่า 15.7 ล้านเสียง

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้จัดทำรายงานเสนอความเห็นต่อครม.ว่า การจำนำข้าวรอบปีแรก 54/55 ได้ใช้วงเงินเพื่อดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี และข้าวเปลือกนาปรัง ไปแล้วกว่า 517,958 ล้านบาท ซึ่งแม้จะไม่ระบุที่มาที่ไปว่าเป็นการใช้วงเงินจากส่วนใดบ้าง แต่ถือว่าเป็นเม็ดเงินสูงที่สุด เมื่อเทียบกับโครงการประชานิยมอื่น ๆ

หากนับรวมโครงการจำนำฤดูกาลใหม่ที่เพิ่งเริ่มขึ้น ถ้ารัฐบาลยังจำนำแบบเต็มที่เหมือนเดิม ต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนเพื่อรับจำนำข้าวเปลือกเพิ่มอีก 26 ล้านตัน วงเงิน 4.05 แสนล้านบาท และเงินจ่ายขาดเพื่อดำเนินการรับจำนำ 11,771.25 ล้านบาท ซึ่งเมื่อนำงบประมาณที่ใช้หมุนเวียนในโครงการจำนำข้าวทั้ง 2 ปีมารวมกัน รัฐต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 9 แสนล้านบาทเลยทีเดียว แม้ระหว่างนั้นรัฐบาลสามารถนำเงินจากการขายข้าวที่ได้รับจำนำมาคืนทุนให้ก็ตาม

ตัวเลขวงเงินงบประมาณที่สูงขนาดนี้ ทำให้หลายฝ่ายเป็นห่วงว่า รัฐบาลกำลังก่อหนี้เกินตัวและกลายเป็นภาระของประเทศของคนไทยทุกคนหรือไม่ เพราะล่าสุดตัวเลขจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ระบุว่า หนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นเดือนก.ค.55 มีทั้งสิ้น 4.89 ล้านล้านบาท คิดเป็น 44.19% ของจีดีพี หากหารเฉลี่ยแล้วคนไทยทั่วประเทศทั้งเกือบ 66 ล้านคนมีหนี้เฉลี่ยสูงถึง 74,332 บาทต่อคนเลยทีเดียว

ที่น่ากลัวไปกว่านั้น ยังพบว่านับตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ ได้ใช้เงินทำโครงการประชานิยมจำนวนมาก จนทำให้ภาระหนี้สาธารณะพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย โดยเฉพาะเดือนก.ค. 55 มีหนี้เพิ่มขึ้นถึง 1.08 แสนล้านบาท และหากนับตั้งแต่ต้นปีถึงเดือนก.ค.55 มีหนี้เพิ่มแล้วกว่า 5.3 แสนล้านบาท ที่สำคัญ สบน.ประเมินด้วยว่าหนี้สาธารณะอาจเพิ่มสูงต่อเนื่องไปอีก 5 ปีข้างหน้า จนทะลุจุดอันตรายไปถึง 54-55% ของจีดีพี หากรัฐบาลยังคงเดินหน้าแผนการกู้เงินเพื่อการลงทุน 2 ล้านล้านบาท

ผลกระทบต่อภาระหนี้สาธารณะ...นับเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะหากมองไปในโลกปัจจุบันแล้ว จะเห็นว่าสาเหตุที่ทำให้โลกเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้น มาจากนโยบายและการใช้งบประมาณผิดพลาดของรัฐบาล จนสร้างหนี้สาธารณะมากเกินไปและพาประเทศล้มละลายแบบประเทศกรีซ

แม้กระทรวงพาณิชย์ออกมาโต้แย้งว่างบประมาณที่ใช้จำนำข้าวหลายแสนล้านบาท ไม่ใช่งบประมาณที่เสียเปล่าไปทั้งหมด เพราะถึงอย่างไรต้องมีเงินจากการขายข้าวที่รับจำนำ มาทยอยจ่ายคืนเงินคงคลังแน่นอน โดยกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายว่ารัฐบาลจะขาดทุนจากการจำนำไม่เกิน 60,000-70,000 ล้านบาทต่อฤดูกาล ต่ำกว่าเงินที่ใช้ในการประกันรายได้ของรัฐบาลชุดที่แล้ว เพราะหากขายข้าวได้ตามแผนจะได้เงินคืนถึง 2.6 แสนล้านบาททีเดียว โดยเริ่มได้เงินก้อนแรกทยอยคืนรัฐได้ตั้งแต่ปลายปีนี้ 85,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม แผนของกระทรวงพาณิชย์เป็นเรื่องของอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ซึ่งอาจจะทำได้ตามแผน หรือทำไม่ได้ตามแผนก็ได้...

หากเปรียบเทียบกับสถานการณ์ระบายข้าวของรัฐบาลในปัจจุบัน ถือว่าเต็มไปด้วยความเสี่ยงว่าจะเกิดปัญหา “ซื้อข้าวมาแล้ว แต่ขายไม่ออก”  เพราะบรรยากาศการเปิดประมูลข้าวสต๊อกรัฐบาลที่ผ่านมาไม่คึกคักนัก มีการเปิดประมูลไป 5 รอบ แต่ขายข้าวได้แค่ 4 รอบ ปริมาณ 4 แสนกว่าตัน ขณะที่การขายข้าวแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (จีทูจี) แม้กระทรวงพาณิชย์จะโชว์ตัวเลขมากถึง 7 ล้านตัน แต่เป็นตัวเลขการส่งออกระยะยาวไปจนถึงปีหน้า แถมมีข่าวลือว่าเป็นเพียง “ออร์เดอร์ลม” ยังไม่สามารถส่งออกได้จริง ส่วนตัวเลขการส่งออกข้าวไทย ล่าสุดใน 9 เดือน ทำได้เพียง 5 ล้านตัน มีปริมาณส่งออกติดลบจากปีก่อน 44.56%

ส่วนสถานการณ์ราคาข้าวที่ผ่านมา ยังปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยข้าวขาว 5% จากเคยสูงเกิน 600 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ลดลงเหลือ 580-590 ดอลลาร์ และแนวโน้มหากรัฐบาลเร่งระบายออกไปในสถานการณ์ที่ถูกบังคับให้ระบาย อาจทำให้ราคาข้าวตกลงไปอีก ประกอบกับช่องโหว่ที่รั่วไหลจากการทุจริต จะยิ่งซ้ำเติมให้โครงการจำนำข้าวครั้งนี้มีโอกาสขาดทุนมากขึ้น และผลประโยชน์ตกไม่ถึงมือชาวนาอย่างแท้จริง

มีการประเมินกันว่า หากรัฐบาลขายข้าวขาดทุน 1 แสนล้านบาท จะทำให้ภาระหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นประมาณ 1% ทันที และกับสถานการณ์ปัจจุบันที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีพุ่งขึ้นอยู่ที่ 44.19% ใกล้แตะระดับอันตราย 50% แล้ว ทำให้โครงการจำนำข้าว ซึ่งถือเป็นโครงการประชานิยมหัวแถว และใช้เงินมากที่สุดต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะหากผิดพลาดขึ้นมา จะกระทบชิ่งหลายทอด ทั้งต่อโครงการประชานิยมอื่น เสถียรภาพของรัฐบาล ตลอดจนการฉุดเศรษฐกิจไทยให้ตกอยู่ในความเสี่ยงทันที

ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่รัฐบาลจะหาทางเหยียบเบรก เพื่อชะลอการเพิ่มภาระหนี้แก่ประชาชนไว้ก่อน เพราะไม่สามารถผลักภาระหนี้ไปซุกไว้ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้อีกเหมือนการจำนำรอบแรก ส่งผลให้การประชุม ครม. ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบให้ดำเนินการเฉพาะข้าวเปลือกนาปีจำนวน 15 ล้านตัน วงเงิน 240,000 ล้านบาทไปก่อน จากวงเงินที่ขออนุมัติทั้งหมด 4.05 แสนล้านบาท โดยเงินจำนวนนี้ให้ใช้เงินกู้จาก ธ.ก.ส. เพื่อดำเนินโครงการ เพียง 150,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามเพดานการกู้เงินที่กระทรวงการคลังกำหนดไว้ และส่วนที่เหลือให้ใช้เงินที่รับจากการระบายข้าวของกระทรวงพาณิชย์ 85,000 ล้านบาท

ส่วนผลผลิตข้าวเปลือกนาปรัง 55 ที่เหลืออยู่ จะรอใช้เงินที่ได้จากการระบายข้าวสต๊อกรัฐมาดำเนินการไปก่อน นอกจากนี้ ครม.ยังไม่เห็นชอบการพิจารณาเรื่องข้าวเปลือกนาปรังปี 55 รอบพิเศษ อีก 3.3 ล้านตัน วงเงิน 49,5000 ล้านบาทอีกด้วย ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของสศช. ที่เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณารายละเอียดวงเงินงบประมาณให้ชัดเจนโดยคำนึงถึงรายได้ที่จะได้จากการระบายข้าวเพื่อลดยอดวงเงินกู้ ส่วนข้าวนาปรังควรให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทบทวนเป้าหมายใหม่เพราะมีปริมาณเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ

ภาพเหล่านี้สะท้อนว่ารัฐบาลยังกังวลว่า การจำนำข้าวจะล้มเหลวจริงหรือไม่ เพราะกุนซือใหญ่ของรัฐบาล ’วีรพงษ์ รามางกูร“ ยังออกโรงเตือน หากจำนำข้าวกันแบบนี้ต่อไป อาจทำให้รัฐบาลล้มครืนได้ ซึ่งยังไม่นับรวมกลุ่มคนอีกหลายฝ่ายที่ต้องการล้มโครงการจำนำข้าว ทั้งฝ่ายค้านที่ค้านเพื่อหวังผลทางการเมือง พ่อค้าข้าวที่ต้องการทุบราคารอซื้อข้าวถูก รวมถึงนักวิชาการที่ยอมเป็นข่าวเพื่อสร้างชื่อเสียง

ปมปัญหาจำนำข้าวยังต้องติดตามกันต่อไปแบบชนิดที่เรียกว่าห้ามกะพริบตากันทีเดียว โดยเฉพาะในโครงการจำนำข้าวนาปรังปี 56 ที่ต้องรอลุ้นว่ารัฐบาลจะหาเงินมารับจำนำได้ทันการหรือไม่ เพราะครม.ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะไม่ให้เงินเพิ่ม แต่ให้ใช้เงินหมุนเวียนจากการขายข้าวแทน ดังนั้นในช่วง 4-5 เดือนนับจากนี้ จึงนับเป็นจุดสำคัญของโครงการรับจำนำอย่างแท้จริง หากรัฐขายข้าวได้น้อยกว่าแผนที่ตั้งไว้ รัฐจะไม่มีเงินจำนำต่อ แต่หากขายได้ตามแผนถือว่าประสบความสำเร็จ แต่ถ้ายอมขายปริมาณมากแต่ราคาถูกก็เสี่ยงขาดทุนในระยะยาว

ในเมื่อรัฐบาลยังยืนยันเดินหน้าโครงการรับจำนำข้าวต่ออีกเป็นปีที่ 2 เพื่อรักษาสัญญาของตัวเอง แต่หากยังเดินหน้าตามแนวทางเดิม...ก็รังแต่จะสร้างปัญหาสร้างความสงสัยให้กับสังคมโดยเฉพาะเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว เพราะนั่นหมายความว่า...เงินทุกบาททุกสตางค์ที่รัฐบาลขาดทุนย่อมทำให้คนไทยทั้งประเทศต้องแบกหนี้เพิ่มขึ้น.
ย้ำขายข้าวได้กว่า 2.6แสนล้านแน่

“บุญทรง เตริยาภิรมย์”  รมว.พาณิชย์ บอกว่า โครงการจำนำข้าวที่หลายฝ่ายโจมตีว่าไม่โปร่งใส และทำให้รัฐบาลขาดทุนเป็นแสนล้าน ขอยืนยันว่ารัฐบาลไม่ขาดทุนมากอย่างที่ถูกกล่าวหา และมั่นใจว่า ตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้จนถึงไตรมาสสุดท้ายของปีหน้า กระทรวงพาณิชย์จะสามารถขายข้าวในสต๊อกของรัฐบาล  ที่ได้จากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีปี 54/55 และโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 55 ได้ไม่ต่ำกว่า 260,000 ล้านบาท  แบ่งเป็นไตรมาสสุดท้ายปีนี้ 85,000 ล้านบาท ไตรมาสแรกปีหน้า 40,000 ล้านบาท ไตรมาสสอง 30,007 ล้านบาท ไตรมาสสาม 50,000 ล้านบาท และไตรมาสสี่ 55,800 ล้านบาท  จากงบประมาณที่ใช้ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกทั้ง 2 ฤดูกาลประมาณ 280,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ในปีนี้ยังยืนยันว่า ไทยยังรักษาแชมป์ผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลกไว้ได้แน่นอน โดยคาดว่า ปีนี้ไทยจะส่งออกข้าวได้ไม่ต่ำกว่า 8.5 ล้านตัน แบ่งเป็นการส่งออก
ของเอกชน 6.5 ล้านตัน ที่เหลือเป็นการส่งออกแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) จากสัญญาที่รัฐบาลได้ทำการซื้อขายข้าวแบบจีทูจีกับรัฐบาลจีน บังกลาเทศ โกตดิวัวร์ อินโดนีเซีย รวม 6 สัญญา ปริมาณ 7.328 ล้านตัน  ซึ่งทั้งหมดเป็นสัญญาที่เปิดแอลซีแล้ว ไม่ใช่แค่เอ็มโอยู และเริ่มทยอยส่งมอบได้ในปีนี้ 2 ล้านตัน ส่วนที่เหลือจะส่งออกได้ครบในปีหน้า ดังนั้นยืนยันว่าการขายข้าวจีทูจีจึงเป็นเรื่องจริงไม่ใช่ออร์เดอร์ลม ขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์ยังได้เปิดให้ผู้ส่งออกประมูลซื้อข้าวรัฐอีกด้วย

ส่วนการจำนำข้าวปีนี้ รัฐบาลไม่ทบทวนลดเพดานราคารับจำนำข้าวเปลือกลงจากข้าวเปลือกเจ้าตันละ 15,000 บาท และข้าวเปลือกหอมมะลิ 20,000 บาท ตามที่นักวิชาการเสนอ และได้รับการยืนยันจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ว่าไม่ได้ขาดสภาพคล่องและพร้อมจะเดินหน้าโครงการรับจำนำข้าวให้กับเกษตรกรต่อไป

“ยืนยันว่า การทำงานของกระทรวงพาณิชย์ในเรื่องการรับจำนำข้าว และการระบายข้าว ทำอย่างระมัดระวัง การขายแต่ละครั้งมองถึงประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงความรับผิดชอบต่องบประมาณ เราพยายามไม่ให้เกิดความเสียหายต่อระบบการค้าและราคา ที่สำคัญได้เปิดให้เอกชนเข้าร่วมการประมูล เพราะเราไม่ต้องการขายได้ราคาต่ำ ๆ ถูก ๆ ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราทำไปแล้วให้ประโยชน์ตกอยู่ในมือประเทศอื่น หรือทำแล้วชาวนายังยากจนข้นแค้นอยู่ ดังนั้น ทุกฝ่ายต้องช่วยกันผลักดันให้ระบบการค้าข้าวไทยก้าวหน้า เพื่อให้โลกรับรู้ว่าไทยขายข้าวคุณภาพดี ราคาสูง”.
ทีมเศรษฐกิจ
Share:

"นิด้าโพล"เผยคนส่วนใหญ่เชื่อจำนำข้าวมีทุจริต


เมื่อวันที่ 8 ต.ค. ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “โครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ระหว่างวันที่ 4-5 ต.ค.55 จากประชาชนทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ จำนวน 1,249 หน่วยตัวอย่าง กระจายทุกภูมิภาค ทุกระดับการศึกษา และกลุ่มอาชีพ พบว่า ประชาชน ร้อยละ 64.53 เห็นด้วยกับโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล เพราะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรและทำให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น รองลงมาร้อยละ 22.90 ไม่เห็นด้วย เนื่องจากทำให้มาตรฐานของข้าวไทยตกต่ำ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยตรงและไม่มีความโปร่งใส และร้อยละ 12.57 ไม่แน่ใจและไม่ทราบรายละเอียด

เมื่อถามว่าควรดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกต่อไปหรือไม่ พบว่า ประชาชน ร้อยละ 49.64 ยังเห็นว่าควรทำต่อไป เนื่องจากเกษตรกรได้รับประโยชน์โดยตรง และจะได้ช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้มากขึ้น ร้อยละ 27.06 เห็นว่าควรทำต่อแต่ปรับปรุงตามกลไกราคาตลาด แต่ประชาชน ร้อยละ 20.18 เห็นว่าควรยกเลิกโครงการ เนื่องจากเห็นว่า ชาวนาไม่ได้รับประโยชน์ ขาดความโปร่งใส ราคาเกินความจริงจะทำให้ขาดทุนและต้องซื้อข้าวในราคาที่สูงขึ้น และร้อยละ 3.12 ไม่แน่ใจ

สำหรับในเรื่องการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวเปลือก พบว่า ประชาชน ร้อยละ 66.29 เห็นว่า มีการทุจริต โดยให้เหตุผลว่าทุกโครงการก็น่าจะมีการทุจริต ถ้ารัฐบาลไม่เข้มงวดกับการดำเนินงาน  ซึ่งจะเป็นการเอื้อประโยชน์กับนายทุนและโรงสี  รองลงมา ร้อยละ 26.42 ไม่แน่ใจ เนื่องจากไม่สามารถตรวจสอบได้และยังจับกุมผู้กระทำผิดไม่ได้ และร้อยละ 7.29 เห็นว่าไม่มีการทุจริต เนื่องจากรัฐบาลควบคุมได้ และต้องผ่านการตรวจสอบหลายขั้นตอน 

ทั้งนี้ ประชาชน ร้อยละ 59.97 ยังเห็นว่าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกจะมีการสวมสิทธิ์ขึ้นได้ เนื่องจากมีกลุ่มนายทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่รัฐอาจดูแลได้ไม่ทั่วถึง ร้อยละ 32.11 ไม่แน่ใจว่าจะมีการสวมสิทธิ์ เพราะอาจมีการปลอมแปลงข้าวจากต่างประเทศถ้าหากรัฐบาลไม่เข้มงวด และร้อยละ 7.93  คิดว่าไม่มีการสวมสิทธิ์  เนื่องจากมีการตรวจสอบหลายขั้นตอน
ส่วนด้านผลกระทบของโครงการรับจำนำข้าวต่อประเทศไทย พบว่า ประชาชน ร้อยละ 35.87 เห็นว่าอนาคตการส่งออกข้าวไทยจะแย่ลง มากที่สุด รองลงมา ร้อยละ 34.35 เห็นว่า อนาคตในระยะยาวเกษตรกรจะมีฐานะดีขึ้น ร้อยละ 34.19 เห็นว่าโครงการรับจำนำข้าวเป็นการแก้ปัญหาพื้นฐานให้ชาวนาไทย  และร้อยละ 19.94 เห็นว่าคุณภาพข้าวไทยแย่ลง

อย่างไรก็ตาม ประชาชน ร้อยละ 66.77 มีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในการป้องกันการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวเปลือก อยู่ในระดับปานกลางถึงน้อย แต่ยังมีประชาชน ร้อยละ 16.57 ที่เชื่อมั่นในระดับมาก  ร้อยละ 13.37 น้อยที่สุด และร้อยละ 3.28 มากที่สุด
Share:

เอกชนไทยแห่ลงทุนเวียดนาม ประเดิมความพร้อมรับ เออีซี


เหลือเวลาอีก 2 ปีเศษที่ 10 ประเทศอาเซียนต้องรวมกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อสร้างความแข็งแกร่งระหว่างกันด้วยการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ทุกฝ่ายทุกสาขาอาชีพ จึงเตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงสื่อมวลชนที่มีส่วนสำคัญที่จะสื่อสารให้ประชาชนรับความรู้ความเข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงทำให้เกิดโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง หลักสูตรเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 58 ที่เป็นความร่วมมือระหว่างสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงเทพ และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นำสื่อมวลชนเดินทางไปพิสูจน์การเตรียมพร้อมของภาคเอกชนไทยที่ ’เวียดนาม”

ถ้าพูดถึงประเทศอาเซียน ที่กำลังเนื้อหอม  กลายเป็นทั้งคู่แข่ง และคู่ค้าสำคัญของไทย คงหนีไม่พ้น “เวียดนาม”  ด้วยความที่เป็นประเทศเพิ่งตั้งตัวได้จากสงคราม ยังมีพื้นที่การลงทุนมาก  และมีทรัพยากรมนุษย์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความขยัน และค่าแรงถูก ตกวันละ 100 บาท จึงทำให้หลายประเทศต่างหันหัวมุ่งหน้าแห่ไปลงทุนในเวียดนาม เริ่มตั้งแต่ “ธนาคารกรุงเทพ” ที่กลายเป็นที่พึ่งนักธุรกิจไทยที่ลงทุนในเวียดนาม  ในฐานะที่เข้าไปชิมลางเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2504 จึงทำให้มีข้อมูลแน่นปึ้ก แต่ได้หยุดให้บริการไปหลังจากเวียดนามเกิดสงครามไซง่อน และหลังจากสงครามสิ้นสุดลง จึงกลับมาให้บริการอีกครั้งถึง 2 สาขา คือ สาขา “โฮจิมินห์ซิตี” ในปี 35 และสาขา “ฮานอย” ในปี 37 ซึ่งถือเป็นธนาคารต่างประเทศแห่งแรกที่กลับมาเปิดให้บริการได้ หลังสงครามสิ้นสุดลง และล่าสุดธนาคารกรุงเทพในเวียดนาม ยังได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการธนาคารถึง 99 ปี  หรือถึงปี 2654  หลังจากใบอนุญาตเดิมจะหมดลงในสิ้นปีนี้

งานนี้ “ธาราบดี ซึ้งอดิชัยวิทย์” ผู้จัดการทั่วไป ธนาคารกรุงเทพ สาขาเวียดนาม ได้ให้คำแนะนำนักลงทุนที่อยากเข้าไปลงทุนเวียดนามว่า ควรเข้าไปลงทุนแบบถือหุ้น 100% จะได้ประโยชน์มากกว่าการร่วมทุนกับบริษัทสัญชาติเวียดนามที่เปิดโอกาสให้ทำได้ แต่ต้องยอมรับว่าในช่วง 3 ปีแรกอาจขาดทุน จากนั้นจึงเริ่มมีกำไรและเป็นกำไรแบบคุ้มทุนแน่นอน เห็นได้จากนักลงทุนไทยในเวียดนามที่ธุรกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจเกี่ยวกับ อาหาร  สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ ซึ่งเวียดนามชื่นชอบสินค้าไทยมาก อะไรที่เป็น เมด อิน ไทยแลนด์ ชาวเวียดนามถือว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพมากกว่าเมดอินไชน่า และการเข้าสู่เออีซีเชื่อว่าจะเป็นผลดีกับเวียดนาม เพราะปัจจัยบวกต่าง ๆ ทำให้นักลงทุนต่างชาติเลือกเวียดนาม เพื่อสร้างฐานการผลิตป้อนตลาดโลก และตลาดภายในเวียดนาม เพราะปริมาณประชากรในเวียดนามสูงถึง 90 ล้านคน ค่าแรงงานต่ำเฉลี่ยต่อคน 7,000–8,000 บาทเท่านัั้น

อีกธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในเวียด นาม คือ “เครือซี.พี.”  ซึ่ง 5 ปีที่ผ่านมา รายได้ของ บริษัท ซี.พี. เวียดนาม คอร์ปอเรชั่น ขยายตัวเฉลี่ย 29% โดย “สุขสันต์ เจียมใจสว่างฤกษ์” รองกรรมการผู้จัดการบริหาร บริษัท ซี.พี. เวียดนาม คอร์ปอเรชั่น ในเครือ ซี.พี. เล่าให้ฟังว่า ซี.พี.เวียดนาม ทำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมครบวงจรสัตว์บกและสัตว์น้ำ มีโรงงานผลิตอาหารสัตว์และธุรกิจต่อเนื่อง 8 โรงงาน และการทำตลาดที่สำคัญคือยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่ยังขายบริการและความพึงพอใจให้กับลูกค้าด้วย

รองซีอีโอ ซี.พี.เวียดนามฯ เปรียบเทียบการลงทุนเวียดนามและพม่าว่า การลงทุนในเวียดนามน่าสนใจกว่าพม่า เพราะขยายตลาดไปลาว กัมพูชา และจีนตอนใต้ ที่มีชายแดนติดเวียดนาม เพราะฉะนั้นการทำธุรกิจไม่ใช่แค่ประชากรเวียดนามมากเท่านั้น แต่เศรษฐกิจในเวียดนามผันผวน และมีปัญหาเปลี่ยนกฎหมายบ่อยบางครั้งยังย้อนหลังอีกต่างหากซึ่งเป็นอุปสรรคการลงทุนมาก
    
เช่นเดียวกับธุรกิจใน เครือเอสซีจี ที่ “โฉลกพร ผลชีวิน” กรรมการผู้จัดการบริษัท วีนาคราฟท์ เปเปอร์ ในเครือเอสซีจี เล่าว่า มองเห็นความต้องการใช้กระดาษลูกฟูกจำนวนมาก จึงตัดสินใจลงทุน และธุรกิจกระดาษถือเป็นธุรกิจใหญ่ที่สุดของเอสซีจีที่เข้ามาลงทุน จากที่ได้เข้ามาลงทุนใน 5 กลุ่มธุรกิจ คือ กระดาษ, ปิโตรเคมี, ซีเมนต์ เป็นต้น ส่วนแนวการทำตลาดและธุรกิจในเวียดนามของเอสซีจี จะใช้รูปแบบการขยายการลงทุนธุรกิจแบบค่อยเป็นค่อยไป

ด้านธุรกิจในเครือ บริษัทไทยเบฟเวอเรจ ก็ไม่ยอมตกขบวน โดย “มงคล บัณฑรรุ่งโรจน์” รองประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยคอร์ป อินเตอร์เนชั่นแนล เวียดนาม ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจเครือบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ โดยบริษัท เบอร์ลี่ยุคเกอร์ (บีเจซี) ถือหุ้นสัดส่วน 75% และมงคลกรุ๊ป ในฐานะผู้ประกอบการธุรกิจขนส่งและกระจายสินค้า (โลจิสติกส์)  ถือหุ้น 25% โดยเป็นผู้ทำตลาด และกระจายสินค้าจากไทยเป็นหลัก เช่น กระทิงแดง (เรดบูล) ปลากระป๋องตราสามแม่ครัว ล่าสุดเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า 

นอกจากนี้ยังมีแผนลงทุนสร้างห้างค้าปลีกในเวียดนาม ที่เตรียมขายสินค้าไทย 70% เพื่อเป็นช่องทางทำให้แบรนด์ไทยเข้มแข็งขึ้น และส่งเสริมให้เอสเอ็มอีมีช่องทางการจำหน่ายสินค้าเหมือนห้างอิเซตันไทย ที่เน้นขายสินค้าจากญี่ปุ่นเป็นหลัก เพราะชาวเวียดนามชื่นชอบสินค้าไทยอยู่แล้ว และหัวใจของการทำธุรกิจที่ผ่านมา คือ ค้าแบบเงินสด  และให้ความสำคัญในเรื่องการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ที่ทำให้ชนะใจผู้บริโภคได้ในที่สุด รวมถึงการทำกิจกรรมเพื่อมีส่วนช่วยเหลือสังคมด้วย

การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2558 ครั้งนี้  แม้หลายคนมองว่าเป็นวิกฤติที่อาจทำลายธุรกิจไทย แต่อีกหลายคนเห็นเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึง ’ต้องรู้เขา รู้เรา” ที่สำคัญต้องรู้จัก ’พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส” ให้ได้อีกด้วย.
ทีมเศรษฐกิจ
Share:

ชง ครม.อนุมัติแผนลงทุน รสก.ปี 56 กว่าล้านล้านบาท



วันนี้ ( 7 ต.ค.) มีรายงานว่าสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) จะเสนอให้ครม.วันที่ 9 ต.ค.นี้พิจารณาเห็นชอบกรอบและงบประมาณของรัฐวิสาหกิจประจำปีงบประมาณ  2556 โดยคาดว่าในส่วนของงบทำการจะมีผลกำไรสุทธิ ประมาณ 79,782 ล้านบาท   เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ร้อยละ 13.5 โดยสามารถจัดหาเงินสดเพื่อใช้ลงทุนได้ประมาณ 215,249 ล้านบาท ส่วนการดำเนินงานช่วงปี  2557-2559 ของรัฐวิสาหกิจ. คาดว่า ผลประกอบการจะมีกำไรสุทธิรวม 222,322 ล้านบาท  หรือเฉลี่ยประมาณปีละ 74,107 ล้านบาท  และการเบิกจ่ายลงทุนรวม 2,305,426 ล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณปีละ 768,475 ล้านบาท
สำหรับกรอบและงบประมาณของรัฐวิสาหกิจประจำปีงบประมาณ 2556 มีวงเงินดำเนินการจำนวน 1,046,533 ล้านบาท  และวงเงินเบิกจ่ายลงทุน จำนวน 637,111 ล้านบาท ประกอบด้วยการลงทุนโครงการต่อเนื่องที่ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการแล้วและงานตามภารกิจปกติ วงเงินดำเนินการ จำนวน 946,533 ล้านบาท และวงเงินเบิกจ่ายลงทุน จำนวน 557,111 ล้านบาท ส่วนการลงทุนที่ขอเพิ่มเติมโดยมี วงเงินดำเนินการ จำนวน 100,000 ล้านบาท และวงเงินเบิกจ่ายลงทุน จำนวน 80,000 ล้านบาท   
​​
 ทั้งนี้ ให้รัฐวิสาหกิจเบิกจ่ายลงทุนตามเป้าหมายร้อยละ 95 ของวงเงินอนุมัติให้เบิกจ่ายลงทุนและมอบหมาย​ให้กระทรวงเจ้าสังกัดรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายระดับกระทรวงและระดับองค์กรไปพิจารณาดำเนินการ รวมทั้งรายงานผลความก้าวหน้าของการดำเนินงานและการเบิกจ่ายลงทุนในปีงบประมาณ 2556 ให้ สศช. ทราบภายในทุกวันที่ 5 ของเดือนอย่างเคร่งครัด และให้รายงานผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะข้างต้นและความก้าวหน้าการดำเนินโครงการลงทุนทุกไตรมาส  ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการติดตามประเมินผลการดำเนินงานและการลงทุนของรัฐวิสาหกิจได้อย่างต่อเนื่อง.

Share:

อุตุฯภาคเหนือแฉ ไทยเคยมีหิมะตก




อุตุนิยมฯภาคเหนือยันหิมะตกเชียงรายเป็นไปได้ เพราะเคยเกิดมาแล้วเมื่อ 50 กว่าปีก่อน ขณะเดียวกันเหนือเริ่มหนาวบนดอยอินทนนท์อุณภูมิลดเหลือ 9.5องศาเท่านั้น
เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 8 ต.ค. นายวรพจน์ คุณาวิวัฒนางกูร เวรพยากรณ์อากาศศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ เปิดเผยว่าความกดอากาศสูงจากประเทศจีนปกคลุมภาคเหนือตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณภาคเหนือมีปริมาณและการกระจายของฝนลดลงและอุณหภูมิจะลดต่ำลง 1-2 องศา โดยอุณหภูมิต่ำสุดเช้านี้วัดได้ 9.5 องศา ส่วนตัวเมืองเชียงใหม่วัดได้ 16.8 องศา
นายวรพจน์ กล่าวต่อว่าสำหรับที่มีการคาดการณ์ว่าในปีนี้จะหนาวเย็นและหนาวนานกว่าทุกปี และมีโอกาสเกิดหิมะตกในจ.เชียงรายและเชียงใหม่นั้น ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือได้มีการวิเคราะห์สภาพอากาศปีนี้อากาศเย็นจากประเทศจีนเคลื่อนตัวมาไวกว่าทุกปี อุณหภูมิจะลดต่ำลงในทุกจังหวัดทั่วภาคเหนือ และจะหนาวหนักในเดือนธ.ค.และปีนี้จะเกิดปรากฏการณ์น้ำค้างแข็งหรือเหมยขาบขึ้นตามยอดดอยทั่วไปแบบยาวนานกว่าทุกปี
ส่วนการเกิดหิมะตก นั้นมีความเป็นไปได้เพราะประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2498 และปีพ.ศ.2501 เคยเกิดหิมะตกที่ จ.เชียงรายมาแล้วแต่ต้องมีเงื่อนไขคือต้องมีเมฆผลึกน้ำแข็ง ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของผลึกหิมะ และเมฆนั้นต้องอยู่ในระดับต่ำใกล้ชิดกับพื้นดินด้วยหรือระดับเยือกแข็งต้องอยู่ในระยะห่างพื้น ดินไม่เกิน 300 เมตร รวมถึงอุณหภูมิอากาศเหนือพื้นดิน ต้องต่ำเข้าใกล้ 0 องศาเซลเซียสแบบต่อเนื่อง แม้ประเทศไทยจะอยู่ในเขตโซนร้อน แต่ประเทศแอฟริกาที่อยู่ในเส้นศูนย์สูตร ก็สามารถเกิดหิมะตกได้ แต่ต้องรอดูสภาพอากาศในช่วงเดือนพฤจิกายน ธันวาคม และมกราคม แบบใกล้ชิดและอาจจะเกิดหิมะตกตามยอดดอยอินทนนท์ ดอยอ่างขาง จ.เชียงใหม่ก็เป็นได้.
Share:

ร่ำไห้ระงมอาลัยเผาศพน้องกระแต


เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 8 ต.ค. ที่วัดมงคลประชาราม ต.คลองโยง อ.พุทธมณฑล จั.นครปฐม นายละเมียด เอี่ยมใหญ่ นางระเบียบ ผินกลับ พ่อแม่ของน้องกระแต พร้อมญาติพี่น้อง ร่วมไว้อาลัยให้กับน้องกระแต น.ส.อาทิตยา เอี่ยมใหญ่ อายุ 32 ปี พริตตี้สาวเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนมีในพิธีฌาปนกิจ บรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า โดยมีนายก่อเกียรติ สิริยะเสถียร ส.ส.นครปฐม เป็นประธานทอดผ้าบังสุกุล โดยมีเพื่อนชายและหญิงเดินทางมาร่วมไว้อาลัยกันเป็นจำนวนมาก ต่างร้องไห้สะอึกสะอื่นด้วยความเสียใจ บางคนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
ทางด้าน นายเด็กเทอร์ กู้ แฟนหนุ่มของน้องกระแต เจ้าหน้าที่ตำรวจประเทศสิงคโปร์ เดินมาร่วมงานตลอดตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย และทำหน้าที่เป็นผู้เชิญผ้าไตรให้กับผู้ที่มาร่วมไว้อาลัยด้วย แต่ไม่เห็นนายธนัช ณัชวีระกุล หรือหมอป๊อปเข้าร่วมไว้อาลัยแต่อย่างใด.
Share:

สุดสลด ทารก 4 เดือนตกแคร่เสียชีวิต


เมื่อเวลา 06.00 น.วันนี้ (9 ต.ค.)  ร.ต.ต.องค์การ ทายพิทักษ์ ร้อยเวร สภ.พระขาว อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา รับแจ้งมีเด็กทารกเสียชีวิตในเพิงพักชั่วคราว บริเวณลานวัดโรงนา หมู่ 8 ต.น้ำเต้า อ.บางบาล จึงพร้อมด้วยหน่วยกู้ภัยสมาคมอยุธยารวมใจ ไปยังที่เกิดเหตุ พบว่าที่เกิดเหตุเป็นเต็นท์ศูนย์อพยพของ อบต.น้ำเต้า พบทารกที่เสียชีวิตอายุ 4 เดือนชื่อ ด.ญ.กรรณิการ์ รุ่งเรือง หรือน้องกล้า เป็นลูกของนางณัฐฐา ทองคำ อายุ 18 ปี และนายสยามรุ่งเรือง อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 126 หมู่ 8 ต.น้ำเต้าโดยทั้งสองยืนร้องไห้ด้วยความเสียใจ ซึ่งศพทารกนอนอยู่ที่ซอกแคร่ที่ตั้งไว้สำหรับเป็นเตียงนอน เมื่อนำร่างออกมาพบว่าร่างกายเขียวคล้ำ ลักษณะเหมือนขาดอากาศหายใจ จึงนำส่งนิติเวชเพื่อพิสูจน์การเสียชีวิตที่แท้จริง
 
สอบสวนนายสยาม ให้การว่า เดิมตนพักอาศัยอยู่ในบ้าน แต่ปรากฏว่าบ้านถูกน้ำท่วม จึงพาลูกและภรรยาหนีออกมานอนที่เต็นท์ซึ่งสร้างเป็นที่อพยพ เป็นเวลานานเกือบ 2 เดือนแล้ว และยังไม่สามารถกลับเข้าไปอาศัยอยู่ในบ้านได้ โดยทุกวันก็จะอาศัยนอนบนแคร่แล้วให้ลูกนอนด้วย ก่อนเกิดเหตุเมื่อเวลา 02.00 น.วันเดียวกัน นางณัฐฐา ผู้เป็นภรรยาได้ตื่นขึ้นมาให้นมลูก จากนั้นก็ออกไปซื้อของที่ตลาด โดยทิ้งให้ลูกอยู่กับตนกับลูกสาวอีกคนชื่อ ด.ญ.แก้วนารี รุ่งเรือง อายุ 3 ปี เมื่อลูกสาวคนโตตื่นขึ้นมาเวลา 05.30 น.ก็ไม่พบน้อง จึงไปถามตนว่าน้องหายไปไหน และเมื่อเข้าไปหาก็พบว่าลูกสาววัย 4 เดือนตกลงไปอยู่ในซอกข้างแคร่เสียชีวิตไปแล้ว

"มีอาชีพรับจ้างทำอิฐและจับงูขาย ส่วนภรรยารับจ้างทั่วไป ตอนนี้น้ำลดลงไปเกือบแห้งแล้ว แต่การเดินทางเข้าออกยังลำบาก เกรงว่าลูกจะลำบากไปด้วย จึงอาศัยนอนที่เต็นท์ไปก่อน ไม่คิดว่าจะมาเกิดเหตุร้ายเช่นนี้ รู้สึกเสียใจมาก" นายสยาม กล่าวด้วยน้ำตา
Share:

คุมตัวเมียโหดฆ่าหั่นศพผัวดีไซเนอร์ทำแผนฯ





ตำรวจคุมตัวผู้ต้องหาฆ่าหั่นศพสามีอาชีพดีไซเนอร์ทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ขณะเดียวกันได้เร่งค้นหาชิ้นส่วนมือและเท้าที่ยังหาไม่พบ
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 8 ต.ค.  พล.ต.ต.ปริญญา จันทร์สุริยา รอง ผบช.น. พ.ต.อ.ชวลิต ประสพศิลป์ รอง ผบก.น.7 พ.ต.อ.สุกิจ อรุณฤกษ์ถวิล ผกก.สน.บางขุนนนท์ พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน ได้ควบคุมตัว น.ส.พรสุรีย์ ดีแผ่ว อายุ 26 ปี ผู้ต้องหาฆ่าหั่นศพนายประสิทธิ์ ศรีสมบุญญานนท์ อายุ 47 ปี สามีอาชีพดีไซเนอร์ของตัวเอง มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพในจุดเกิดเหตุที่ห้อง 714 ชั้น 7 ธิติวงศ์อพาร์ตเมนต์ เลขที่ 116/12 ซอยบางขุนนนท์ 12 แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย
 
โดยจุดแรกที่บริเวณห้องนอน ภายในห้อง 714 ซึ่งเป็นจุดที่ผู้ต้องหาใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายจนเสียชีวิตบนเตียงนอน จากนั้นได้ลากศพผู้ตายมาที่กลางห้อง ซึ่งเป็นจุดที่ชำแหละศพผู้ตาย และนำชิ้นส่วนศพยัดใส่กระเป๋าเดินทาง จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาไปทำแผนที่จุดอื่น แต่ระหว่างออกจากห้องผู้ต้องหาเกิดอาการหน้ามืดเป็นลม จึงได้ยกเลิกการทำแผนโดยทันที ก่อนจะควบคุมตัวผู้ต้องหากลับไปที่ สน.บางขุนนนท์

ด้าน พล.ต.ต.ปริญญา เปิดเผยว่า วันนี้ได้นำตัวผู้ต้องหามาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ หลังจากเมื่อคืนทางผู้ต้องหาได้ให้การรับสารภาพและให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่บางส่วน ส่วนที่เป็นลม คาดว่าอาจเป็นเพราะยาเสพติดหมดฤทธิ์ หรืออดนอนจนร่างกายอ่อนเพลีย จึงต้องยกเลิกการทำแผนในจุดอื่นๆ ทั้งนี้จากการสอบสวนผู้ต้องหา ให้การอ้างว่า มีเทพมาเข้าสิง และบอกว่าคนตายทุกข์ทรมานจึงต้องฆ่าเพื่อให้พ้นทุกข์ โดยลงมือก่อเหตุในช่วงเวลาประมาณ 02.00 น. ของวันที่ 6 ต.ค. ใช้ไขควงแทงที่หน้าผากและด้านหลังของผู้ตาย จากนั้น ผู้ต้องหาเข้านอน กระทั่งตื่นมาในช่วงเช้าได้ใช้มีดทำครัวชำแหละชิ้นส่วนศพและยัดใส่กระเป๋าเดินทางจนแล้วเสร็จในช่วงบ่าย จนมีคนมาพบศพและแจ้งตำรวจเข้าจับกุมได้

พล.ต.ต.ปริญญา กล่าวอีกว่า ส่วนชิ้นส่วนมือและเท้าของผู้ตายที่ยังหาไม่เจอนั้น ผู้ต้องหาอ้างว่า ได้ใส่ในถุงและโยนทิ้งแม่น้ำเจ้าพระยาไปแล้ว จากนี้จะประสานทางเจ้าหน้าที่กทม. เพื่อให้ตรวจสอบตามเส้นทางของแม่น้ำค้นหาต่อไป โดยหลังจากนี้จะส่งตัวผู้ต้องหาไปยังสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ เพื่อตรวจสอบว่าสภาพจิตผิดปกติหรือไม่ ก่อนดำเนินการแจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและปิดบังซ่อนเร้นอำพรางศพ ดำเนินคดีต่อไป.
Share:

วงจรปิดมัด2มือบึ้มเก๊ ขู่ห้ามขายของวันศุกร์





แฉวงจรปิดมัด 2 มือบึ้มปลอมที่ยะลา สารภาพได้ค่าจ้างคนละ 500 บาท ต้องการข่มขู่ผู้ประกอบการไม่ให้ทำการค้าในวันศุกร์ ขณะที่เจ้าหน้าที่เตรียมขยายผลจับกลุ่มเครือข่าย
เมื่อเวลา 08.20 น. วันที่ 8 ต.ค. ที่หน่วยเฉพาะกิจยะลาที่ 11  นายเดชรัฐ  สิมศิริ ผวจ.ยะลา พ.ท.พิเชษฐ์ ชุติเดโช ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจยะลาที่ 11 ร่วมกันแถลงข่าวกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมือง จ.ยะลา จับกุมนายอับดุลเลาะ  บาเห อายุ 20 ปี และนายฮามาดา  หะยีดาโอ๊ะ  อายุ 25 ปี ผู้ต้องหาลอบวางระเบิดปลอมเพื่อข่มขู่ ที่บริเวณหน้าร้านขายน้ำแข็ง ถนนวิฑูรอุทิศ 5 ย่านตลาดเก่า ในเขตเทศบาลนครยะลา เหตุเกิดในช่วงสายวันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา

นายเดชรัฐ กล่าวว่า จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่พบว่า ในวันเกิดเหตุนายฮามาดา ได้ขี่รถ จยย.ฮอนด้า ดรีม สีดำ หมายเลขทะเบียน กรล 399 ยะลา มีนายอับดุลเลาะ นั่งซ้อนท้าย และนำวัตถุต้องสงสัยไปวางที่หน้าร้านดังกล่าว ต่อมาเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพบว่าเป็นระเบิดปลอม โดยมีการต่อวงจรไฟฟ้าให้ดูคล้ายเป็นระเบิด จากนั้นสามารถสกัดจับผู้ต้องหาได้ที่บริเวณถนนห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 2 กม. 

ผวจ.ยะลา กล่าวต่อว่า แต่เบื้องต้นทั้งคู่ยังให้การปฏิเสธ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียงกับร้านน้ำแข็งจุดที่ผู้ต้องหานำระเบิดปลอมมาวางไว้ พบว่าสามารถจับภาพเอาไว้ได้อย่างชัดเจน จึงทำให้ผู้ต้องหาคอตกยอมรับสารภาพว่าได้รับคำสั่งจากนายมะ ไม่ทราบนามสกุล ให้นำระเบิดปลอมไปวางไว้บริเวณดังกล่าว เพื่อข่มขู่ไม่ให้ผู้ประกอบการ ทำการค้าขายในวันศุกร์ และจากการปฏิบัติการดังกล่าว เชื่อว่าผู้ก่อเหตุเตรียมการที่จะลอบวางระเบิดจริง แต่มาถูกจับกุมเสียก่อน ส่วนการขยายผลนั้นก็อยู่ในระหว่างการติดตามตัวนายมะมาดำเนินคดีต่อไป

ด้านนายอับดุลเลาะ  หนึ่งในผู้ต้องหา ให้การว่า ตนได้เข้าร่วมเป็นกลุ่มขบวนการเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา และได้ซุมเป๊าะ (สาบาน) เข้าร่วมขบวนการ โดยในวันเกิดเหตุได้รับคำสั่งจากนายมะ ให้ไปรับของที่ย่านตลาดเก่า เพื่อนำมาวางตรงจุดเกิดเหตุ โดยให้นายฮามาดา เป็นผู้ขี่รถ จยย.ให้ ซึ่งหลังจากวางระเบิดปลอมแล้วก็ได้ขี่ จยย.หลบหนี ก่อนที่จะถูกเจ้าหน้าที่จับกุม ซึ่งการก่อเหตุในครั้งนี้ได้รับค่าจ้างจากนายมะ คนละ 500 บาท.
Share:

หมอสุพัฒน์ร่อนจดหมาย แฉเบื้องหลังคดี2ผัวเมีย สุเทพโต้ไม่เคยฮุบที่ดิน

หลังจากตกเป็นข่าวมานาน ท้ายสุด พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ ได้เปิดใจเป็นครั้งแรก โดยเขียนจดหมายฝากนายเอก เลาหะวัฒนะ บุตรชายซึ่งเข้าไปเยี่ยมในเรือนจำจังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ 8 ต.ค.นี้
นายเอกเปิดเผยว่า คุณพ่อมีสถาพร่างกายปกติดี ไม่มีอาการเครียดใด ๆ ทั้งสิ้น มีเพียงความกังวลใจที่ไม่มีโอกาสเปิดเผยถึงข้อเท็จจริงในเรื่องราวที่เกิด ขึ้น ดังนั้นคุณพ่อจึงเขียนจดหมายระบายความในใจฝากมา เพื่อให้นำไปเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้รับทราบข้อมูลอีกด้าน
สำหรับเนื้อหาของจดหมายมีรายละเอียดดังนี้
กรณีที่หมอตกเป็นข่าวครึกโครมอยู่ในขณะนี้สื่อและประชาชนจะมีข้อสงสัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ทำไมหมอไม่มาพูดหมอมีพฤติกรรมต้องการให้แม่ตายตามคลิปในโทรทัศน์หรือมี พฤติกรรมเลวร้ายตามที่พี่สุเทพกล่าวหาจริงหรือไม่
1.การที่ไม่ออกมาพูดตั้งแต่แรก เนื่องจากไม่เชื่อว่าพี่สุเทพจะนำหมอไปเกี่ยวกับนายสามารถเป็นเรื่องราว เพราะโดยส่วนตัวไม่เคยมีเรื่องขัดใจอะไรที่รุนแรงกับครอบครัว นายสว่าง นายสามารถเลย มีแต่เคยให้ความช่วยเหลือ ทางการเงินกับนายสว่าง และช่วยเหลือให้บุตรสาวเข้าทำงาน รพ.ตำรวจ
สิ่งที่สำคัญคือ ทราบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดเกิดจาก หมอได้ร้องคุ้มครองชั่วคราวต่อศาล หากท่านได้ดูคลิปคุณแม่จะเห็นว่าคุณแม่บอกว่า “มันเอาเงินแม่ไปจนหมดที่ดินก็เอาไปขาย ถ้าขายหมดมันมาฆ่าแม่แน่” คำพูดทั้งหมด เป็นคำพูดที่แม่พูดกับหมอเมื่อหมอไปพบแม่ตามลำพัง คุณแม่มักจะว่าชื่อลูกสลับกัน เนื่องจากเป็นโรคสมองเสื่อมรุนแรง หมอจึงได้ไปร้องขอต่อศาลขอเป็นผู้อนุบาลมารดา
ในระหว่างกระบวนการพิจารณาคดี พี่สุเทพ และนายสุคนธ์ (ลูกเลี้ยง)ได้นำนางถนิมไปพิมพ์มือ โอนขายที่ดินเป็นเงิน 200 ล้านและโอนย้ายถ่ายเทเงินดังกล่าวไปจนหมด เป็นเหตุให้ศาลท่านอายัดทรัพย์สินของนางถนิมทั้งหมด มิให้มีการโอนย้ายถ่ายเทอีก ทำให้ทางสุเทพ ซึ่งมีปัญหาด้านการเงินมาโดยตลอดเดือดร้อน พี่สุเทพเคยเป็นผู้จัดการบริษัทโฆษณา มีความเชี่ยวชาญด้านสื่อเป็นอย่างมาก และที่พี่สุเทพเคยให้สัมภาษณ์ว่าหมอเคยเตือนว่าพี่สุเทพชอบเดินข้ามเส้นหมาย ถึง ตลอดชีวิตของพี่สุเทพที่ผ่านมา มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนฉ้อฉล คดโกง มาโดยตลอดทำให้ต้องมีคดีแพ่งและอาญาตลอดมา ถูกไล่ออกจากองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้เพราะทุจริต 400 ล้าน มิใช่ลาออกมาดูแลแม่ตามที่พูด(มีหลักฐานเอกสารชัดเจน จากองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้)ถูกฟ้องคดีอาญา ยักย้ายถ่ายโอนทรัพย์สิน โรงงานว่านหางจระเข้ที่เพชรบุรี ถูกสำนักงานสวัสดิภาพพิทักษ์เด็กและเยาวชนฟ้องนายสุเทพ กู้เงินและถ่ายโอนเงิน 4 ล้านกว่า และอีกหลายคดี
เมื่อปี 2540 แม่ถนิมมีอาการสมองเสื่อม คนรอบข้างรวมทั้งพี่สุเทพ เริ่มยักย้ายถ่ายโอนเงินในบัญชีคุณแม่ไปใช้ (มีหลักฐาน-อยู่ในศาล)
ปี 2545 คุณแม่พบว่าเงินหมดบัญชี ได้มอบอำนาจให้หมอไปตรวจสอบเงินในบัญชี พบว่าคนรอบข้างได้ยักย้ายถ่ายโอนเงินจากบัญชี โดยเฉพาะพี่สุเทพ เอาเงินไปถึง 2 ล้านบาท คุณแม่เมื่อทราบเรื่อง ร้องไห้เสียสติ ต้องเข้าโรงพยาบาล
คุณแม่มอบอำนาจให้หมอดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องแต่หมอเห็นว่าทุกคนล้วน เป็นคนใกล้ชิด โดยเฉพาะพี่สุเทพจึงแจ้งกับทุกคนว่า พอได้แล้วนะ หยุดได้แล้ว ปี2553 พี่สุเทพยังคงพิมพ์มือคุณแม่ไปโอนที่ดิน ที่เป็นบ้านของคุณแม่และพ่อ ที่ซอยเย็นอากาศเป็นของตนเองจนคุณแม่ฝังใจว่ามันโอนเงินโอนที่แม่ไปจนหมดแม่ ต้องตายแน่
จุดสำคัญที่หมอไปร้องขอเป็นผู้อนุบาลเพราะพี่สุเทพไปพาแม่ถนิมไปรักษาโรค ที่เป็น ซื้อยาให้แม่กินเองซื้อยาที่คุณแม่เคยมีผลข้างเคียง (แอสไพริน) ให้กินแทนยา PLAVIX ที่มีราคาสูง ทำให้แม่ถนิมมีเลือดออกในกระเพาะช็อกจนต้องเข้า ICU เมื่อพาไปพบแพทย์ก็ปกปิดประวัติ เพื่อไม่ให้มีการบันทึกใบเวชระเบียน ทำให้แพทย์
กุญแจบ้านและโฉนดที่ทุกแปลง สุเทพได้ขนย้ายไปเก็บไว้เอง หมอไม่เคยไปเฝ้าบ้านดังกล่าวเลยสักครั้งแต่ปี 2548 ที่คุณแม่เป็นโรคสมองเสื่อมรุนแรงและต้องการกลับไปเฝ้าบ้านเย็นอากาศเพราะ กลัวพี่สุเทพจะนำบ้านไปขาย หากติดตามข่าวตั้งแต่ต้นจะเห็นว่า พี่สุเทพเป็นคนนำกุญแจบ้านไปไขให้นายสว่างเข้าไปดูรถ นายสว่างก็เป็นลูกน้องของพี่สุเทพล้วนมีคดีติดตัวนับสิบคดี รวมทั้งคดีฆ่าคนตายด้วยนายสามารถก็มีคดีอาญาลักทรัพย์และยาบ้าติดตัวอยู่
น.ส.วิลสา ได้ไปให้การเป็นพยานในคดีอนุบาลแม่ถนิมพี่สุเทพได้พยายามผูกเรื่องให้เข้ามา เกี่ยวข้องเพื่อทำลายคนอื่น รวมทั้ง น.ส.สุธาสิณี หลานของตนเองแท้ๆ
การที่หมอมีอาวุธปืนเป็นจำนวนมาก เนื่องจากหมอเป็นนักกีฬายิงปืนมาตั้งแต่ 2533 ทดสอบอาวุธปืนได้เหรียญทองของตำรวจ นอกจากนี้ยังเป็นประธานกีฬายิงปืนสี่เหล่ามี-ห้า ถึงสี่สมัยสามารถตรวจสอบได้
การพิจารณาว่าหมอเป็นผู้ผิดโดยจับตัวไปขังคุกไม่ให้ประกัน แล้วแจ้งข้อหาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ให้โอกาสนำพยานหลักฐานมาแสดงนั้น ไม่เป็นการยุติธรรม การพิจารณาว่าใครเป็นคนดี-เลว ต้องดูพฤติกรรมเดิม หมอพร้อมให้ตรวจสอบประวัติว่ามีพฤติกรรมก้าวร้าวหรือไม่ รับราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริตมาโดยตลอด ทุ่มเทความรู้และเรี่ยวแรงเพื่อผู้ป่วยหรือไม่ได้รับการยอมรับจากบุคลากรใน องค์กรเลือกให้เป็นประธานองค์กรแพทย์จริงหรือไม่
การนำพฤติกรรมของพี่หรือบุคคลในครอบครัวมาเปิดเผยเป็นเรื่องน่าละอาย หากคุณพ่อยังอยู่ (คุณพ่ออาศัยอยู่กับหมอจนเสียชีวิตในปี 2544) คงจะเสียใจ คำสั่งคุณพ่อคุณแม่ที่จะขอใช้ทรัพย์สินที่หามาได้ จนกว่าชีวิตจะหาไม่สิ้นชีวิตแล้วลูกค่อยเอาไปแบ่งกัน ที่ทุกคนรู้ดีก็ถูกฝ่าฝืน ทุกคนแก่งแย่งทรัพย์สินของพ่อแม่ ไม่เคยคิดหากินด้วยตนเอง ทั้งๆที่พ่อ-แม่ให้ความรู้สูง ๆ รู้สึกเสียใจที่ต้องเปิดเผยพฤติกรรมของพี่ชายแท้ แต่เพื่อปกป้องตนเอง ชื่อเสียงที่สร้างมาตลอดชีวิต พี่ชายแท้ๆที่คลานตามกันมาทำลายน้องทำลายหลานแท้ๆ เพื่อให้ได้สิ่งเดียวคือเงิน คติพจน์ของคุณสุเทพคือเงินซื้อได้ทุกอย่าง ไม่มีหน่วยงานไหนปฏิเสธเพียงแค่บ่นว่าไม่พอ
นพ.สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ
ขอรับรองว่าเป็นลายมือของ น.พ.สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ
สมพงษ์ แสงมณี
หัวหน้าฝ่ายควบคุมและรักษาการ
8 ต.ค.2555
หมายเหตุ
พี่สุเทพมีโรงงานว่านหางจระเข้ขนาดใหญ่สร้างบนที่ดินที่หมอยกให้โดยไม่คิด เงินแม้แต่บาทเดียว มีคนงานไทยและพม่าเป็นจำนวนมาก คศิธรเป็นเด็กที่มารดาเก็บมาเลี้ยงมีส่วนในการยักยอกเงินของนางถนิม เป็นลูกจ้างนายสุเทพไปให้ดูแลที่ดินหลังโรงงานและแปลงใกล้เคียงนายกะลาเป็น ลูกน้องเก่าของพี่สุเทพ มีพฤติกรรมก้าวร้าว มีคดีฆ่าคนตายเคยติดคุกเพชรบุรี มีหมายจับคดีลักทรัพย์ พิสูจน์แล้วสิ่งที่กะลาพูดทั้งหมดเป็นเรื่องที่สุเทพสร้างขึ้น เพื่อกลบเกลื่อนสิ่งที่ตนเองกระทำ
อีกด้านหนึ่ง นายสุเทพ เลาหะวัฒนะ พี่ชายของ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ ตอบโต้ทันทีกรณีน้องชายเขียนจดหมายโจมตี โดยระบุว่า ที่ดินดังกล่าวอยู่ย่านงามวงศ์วาน ซึ่งแม่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ท่านจะยกให้ใครก็ได้เป็นสิทธิของท่าน ซึ่งเรื่องนี้หมอทราบดี แต่หมอก็ไปแจ้งความดำเนินคดีกับตน และคดีนี้ยังอยู่ในชั้นศาล อย่างไรก็ตาม หากตนไปหลอกหรือบังคับให้แม่โอนที่ดินดังกล่าวให้ เจ้าหน้าที่กรมที่ดินคงต้องมีการตรวจสอบ และศาลคงตัดสินไปนานแล้ว ทุกอย่างแม่มีสติดีอยู่ ท่านรู้ว่าทำอะไร
ส่วนกรณีที่ตนถูกปลดออกจาก บอร์ดองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) เพราะทุจริตเงิน 400 ล้านบาทนั้นก็ไม่เป็นความจริง เพราะหากเป็นอย่างที่ถูกกล่าวหา คงจะถูกฟ้องร้องไปนานแล้วเช่นกัน แต่ที่ผ่านมาก็ไม่มีอะไร เข้าใจว่า พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ คงไม่มีทางออก จึงพยายามเบี่ยงตัวเองออกจากคดี
ผู้สื่อข่าวว่าถามว่า คนงานพม่าที่ชื่อกะลาเคยเป็นลูกน้องเก่า นายสุเทพ กล่าวว่า ตนไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่ยอมว่าเคยเห็นหน้า เพราะสมัยก่อนแม่บ่นคิดถึงน้องชาย ตนจึงขับรถพาไปหาที่ไร่ทุกวันอาทิตย์ ทำกับข้าวไปกินกัน หมอก็ป้อนข้าวแม่ 2-3 คำ ก็พากลับบ้าน  และเมื่อครั้งนายกะลาถูกตำรวจจับ หมอประกันตัวออกมายังโทรศัพท์ให้ตนไปรับตัวที่ ตม.เพราะบ้านอยู่ใกล้ ดังนั้นจะบอกว่ากะลาเป็นลูกน้องคงไม่ใช่
เมื่อถามถึงอาการป่วยของแม่ ที่หมอสุพัฒน์ระบุว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์ถึงขั้นเรียกชื่อลูกผิด นายสุเทพ กล่าวว่า แม่เรียกชื่อลูกทุกคนถูกหมดยกเว้นหมอคนเดียวที่แม่มีเจตนาที่จะไม่เรียก เพราะหมอไม่เคยมาหาแม้บ้านและที่ทำงานจะอยู่ใกล้กัน แม้แต่ข้าว ขนมก็ไม่ซื้อไปให้แม่ แม่จึงเสียใจ และไม่ยอมเรียกชื่อ ถึงเรียกก็นานๆ ครั้ง
"ยืนยันแม่ไม่ได้เป็นโรคอัลไซเมอร์ แต่เป็นความดัน ซึ่งหมอก็ยังให้ยากดความดันมาตลอด เรื่องนี้หลักฐานอยู่ในเวชระเบียนหมด ซึ่งจะมาพูดเล่นไม่ได้ มันเป็นหลักฐาน และข้อมูลของหมอแต่ละท่านในการรักษาผู้ป่วยอยู่แล้ว ผมในฐานะพี่ชายไม่อยากตอบโต้อะไร ไม่อยากเอาเรื่องน้องชายอะไรทั้งนั้น แค่นี้ก็เป็นกรรมของน้องชายที่แสนสาหัส" นายสุเทพ กล่าว

Share:

กองปราบตามรวบหนุ่มไทยหนีคดีฆ่าสาวญี่ปุ่นที่โตเกียวนาน19ปี






ตำรวจกองปราบ ตามจับหนุ่มตรังหนีคดีฆ่าสาวญี่ปุ่นนานถึง 19 ปี สารภาพสุดแค้นถูกผู้ตายด่าเหมือนหมาข้างถนน
วันนี้ (8 ต.ค.) ที่ กองปราบปราม เมื่อเวลา 15.00 น.  พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.ทินกร รังมาตย์ ผกก.6 บก.ป. พ.ต.ท.เกื้อกมล ดวงประทีป รอง ผกก.6 บก.ป. พ.ต.ท.ชลสิทธิ์ เทียมทัด สว.กก.6 บก.ป.พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่สถานทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย และเจ้าหน้าที่สำนักอัยการสูงสุด แถลงข่าวจับกุม นายวีรศักดิ์ หรือศักดิ์ เอี่ยมพงศ์ษา อายุ 39 ปี อยู่บ้านเลขที่ 180/2 หมู่ 4 ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.ตรัง ตามหมายจับศาลอาญา ที่ 1782/2555 ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2555 ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จับกุมได้ที่รถทัวร์บริษัท ศรีสุเทพทัวร์ บริเวณที่จอดรถริมถนนเพชรเกษม ต.ชะมาย อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช

พ.ต.อ.ประสพโชค กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา พ.ต.อ.ยูอิจิ ฮารา ตำรวจนครบาลกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ได้ประสานงานกับตำรวจ บก.ป.เพื่อให้ช่วยสืบสวนติดตามจับกุม นายวีรศักดิ์ ผู้ต้องหาก่อเหตุฆ่า นางเมงูมิ อาวาจิ อายุ 33 ปี ชาวญี่ปุ่น เหตุเกิดในกรุงโตเกียว เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2536 ก่อนหลบหนีคดีกลับมาประเทศไทย โดยทางตำรวจญี่ปุ่น ได้สืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน กระทั่งได้ขออนุมัติศาลเขตโตชิมะ ออกหมายจับผู้ต้องหารายนี้ไว้ตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม 2536 แต่เนื่องจากประเทศไทยและญี่ปุ่น ไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนต่อกัน จึงต้องประสานขอให้ทางการไทย ช่วยสืบสวนติดตามจับกุมและลงโทษผู้ต้องหารายนี้ตามกฎหมายไทย

พ.ต.อ.ประสพโชค กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา มีการประสานงานผ่านอัยการสูงสุด และสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย แต่เรื่องกลับเงียบหายไปเป็นระยะเวลานาน 19 ปี ซึ่งอีกไม่กี่เดือนคดีก็จะขาดอายุความแล้ว ต่อมาภายหลัง บก.ป.ได้ดำเนินการร่วมกันระหว่างหน่วยงานตำรวจของไทยและญี่ปุ่น ตามความร่วมมือทางคดีอาญา โดยส่งชุดสืบสวน กก.6 บก.ป.ร่วมกับพนักงานอัยการสำนักคดีอาญาและสำนักงานต่างประเทศ เร่งรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในคดี ก่อนจะขออนุมัติศาลอาญา ออกหมายจับผู้ต้องหา กระทั่งสามารถติดตามจับกุมตัวได้ในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ขณะที่ผู้ต้องหากำลังเดินทางจากบ้านพักใน จ.ตรัง

สอบสวนนายวีรศักดิ์ รับสารภาพว่า ลงมือก่อเหตุฆ่าผู้เสียชีวิต จริง ส่วนสาเหตุนั้นเกิดจากบันดาลโทสะ สำหรับมูลเหตุและความเป็นมาของเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น เนื่องจากก่อนเกิดเหตุตนได้รู้จักกับหญิงสาวชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งชื่อ มายูมิ คูโดะที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย และได้ชักชวนให้ไปทำงานเป็นบาร์โฮสที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งตอนนั้นตนยังมีอายุเพียง 19 ปี จึงรู้สึกอยากรู้อยากลองไปทำงานต่างประเทศเพราะเป็นประสบการณ์ใหม่ นอกจากนี้ยังคิดว่าน่าจะมีรายได้ดี เมื่อเดินทางไปทำงานแล้ว จึงได้รู้จักกับ นางเมงูมิ   ซึ่งเข้ามาเที่ยวในบาร์ที่ตนทำงานอยู่ จากนั้นเขาจึงชักชวนให้ตนไปหลับนอนและพักอาศัยที่บ้านเขาด้วย

นายวีรศักดิ์ ให้การต่อว่า หลังจากไปอยู่ที่บ้านพัก นางเมงูมิ ได้ 4-5 วัน ก็เกิดปัญหาทะเลาะกันตลอด โดยผู้เสียชีวิตเป็นคนโมโหร้าย เอาแต่ใจตัวเองมาก เมื่อมีอารมณ์ฉุนเฉียวจากเรื่องอะไรก็ตามก็จะมาลงที่ตนทุกครั้ง ซึ่งก่อนเกิดเหตุยังจำได้ว่า หลังจากเขาเล่นไพ่แล้วเสียพนันจนหมด ก็ตรงมาด่าทอ หาว่าตนเป็นผู้ชายขายตัวบ้าง เลี้ยงไม่เชื่องบ้าง นอกจากนี้ยังถ่มน้ำลายใส่แล้วบอกว่าตนเป็นแค่หมาข้างถนน พร้อมกันนั้นยังหยิบมีดตรงเข้ามาจะทำร้ายจึงเกิดการต่อสู้ขัดขืน เมื่อตนกระชากมีดมาได้จึงแทงไป 1 ครั้ง ก่อนจะใช้ผ้าขนหนูที่โพกผมกับสายเข็มขัดรัดคอจนเสียชีวิต

"หลังเกิดเหตุผมรู้สึกตกใจคิดจะหลบหนีไปตั้งหลัก จึงหยิบฉวยเอาทรัพย์สินของผู้ตาย ประกอบด้วยเงินใบละ 1 หมื่นเยน ประมาณ 30-40 ใบ  แหวนเพชร กล้องถ่ายวีดีโอ  เพื่อใช้เป็นทุนในการซื้อตั๋วเครื่องบินกลับประเทศไทย จากนั้นจึงไปขอความช่วยเหลือจาก น.ส.มายูมิ คูโดะ  ให้ช่วยพาหนี จากนั้นผมก็หนีเข้าไปฮ่องกง และนำทรัพย์สินไปขายที่นั่น จากนั้นก็หนีกลับประเทศไทยได้สำเร็จ อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแม้จะล่วงเลยมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังฝังใจผมอยู่เสมอมา เป็นตราบาปไปตลอดชีวิต ที่ผ่านมาก็เคยคิดจะไปบวชเพราะไม่มีความสุขในชีวิตเลย แม้จะมีครอบครัวแล้ว ซึ่งผมก็ได้ทำบุญ ทำสังฆทานไปให้เขา ถึงวันนี้ก็สำนึกผิด อยากจะขอโทษญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิต และรู้เสียใจที่ตอนนั้นได้ทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ผมพร้อมจะชดใช้กรรมที่ได้กระทำไว้แล้ว โดยบอกได้เลยว่ายอมที่จะตายตกไปตามกัน เมื่อถูกตำรวจจับก็ไม่ได้คิดจะหาทนายความมาต่อสู้คดีแต่อย่างใด ผมพร้อมจะรับสารภาพต่อศาลทุกอย่าง” นายวีรศักดิ์ กล่าว

ต่อข้อถามว่าช่วงที่หลบหนีคดีมาก่อนหน้านี้เคยคิดจะเข้ามอบตัวกับตำรวจหรือไม่ นายวีรศักดิ์ กล่าวว่า ช่วงที่เกิดเหตุไม่นานตอนนั้นรู้สึกสับสน ใจหนึ่งก็คิดจะมอบตัวแต่อีกใจหนึ่งก็อยากจะทำงานตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ จึงปล่อยให้เรื่องราวมันผ่านเลยไป และที่สุดก็ไม่ได้มอบตัว แต่ตนเชื่อว่าเรื่องเวรกรรมนั้นมีจริง แม้คดีนี้จะผ่านมานานเกือบ 20 ปีแล้ว ก็ยังมาถูกตำรวจตามจับกุมมาดำเนินคดี ตนอยากขอให้ญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิตอโหสิกรรมให้ซึ่งเป็นการพูดจากใจจริงๆ ไม่ใช่ถูกจับแล้วถึงจะพูดเช่นนี้ หลังจากนี้ตนก็คงหมดสิ้นอิสรภาพแล้ว จึงอยากจะขอให้อภัยต่อกัน แม้เราจะเกิดคนชาติใช้คนละภาษาก็ไม่อยากให้เวรกรรมมันติดตามไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการจับกุมผู้ต้องหาในคดีดังกล่าวนั้นนับเป็นคดีแรกระหว่างประเทศไทยกับญี่ปุ่น ซึ่งดำเนินการตามความร่วมมือทางคดีอาญาระหว่างทั้งสองประเทศ แม้จะไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนต่อกัน และในส่วนของคดีนี้ก็ใกล้จะขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีอายุความ 20 ปี แต่คดีที่เกิดขึ้นผ่านมาแล้ว 19 ปี 8 เดือน เหลืออีกเพียง 5 เดือน ก็ไม่สามารถดำเนินการตามความผิดที่เกิดขึ้นได้
Share:

"เฉลิม"เตรียมลุยเช็คโกดังสต็อกลม


วันนี้ 9 (ต.ค.) ที่ ทำเนียบรัฐบาล ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี ในฐานะประธาน คณะกรรมการอำนวยการตรวจสอบเพื่อป้องกันการทุจริตในการรับจำนำข้าว ได้นำเอกสารการสอบสวนดำเนินคดีโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2554/55 มาแจกจ่ายให้กับสื่อมวลชน พร้อมกับกล่าวว่า ขณะนี้ได้จับกุมแล้ว 25 คดีข้อหาฉ้อโกงทรัพย์ พยายามฉ้อโกง โกงเจ้าหนี้ ยักยอกทรัพย์และใช้เอกสารปลอม ครอบครองข้าวเปลือกเกิน 15 ตัน ไม่จัดทำบัญชีควบคุม มูลค่าความเสียหาย 307 ล้าน
ร.ต.อ.เฉลิม กล่วต่อว่าส่วนที่มีข่าวข้าวหายไป 1 ล้านตันนั้น ตรวจสอบแล้ว นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ไม่ยืนยันว่าหายที่ไหน ทั้งนี้ในวันจันทร์ที่ 15 ต.ค.นี้ จะเรียกประชุม หากมีความสงสัยว่าโกดังไหนเป็นสต๊อกลมจะสั่งตรวจค้น ทำงานเต็มที่ ซึ่งนายกฯมีบัญชาเรียบร้อยแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ ส.ว.จะขอเปิดอภิปรายแบบไม่ลงมติ เกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าว ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ดี ถูกต้อง ถูกใจ จะได้พิสูจน์ ไม่อย่างนั้นก็มีการพูดว่าโกงเป็นหมื่นแสนล้าน พร้อมกันนี้เห็นว่าการที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) ออกมาพูดเรื่องที่กระทรวงพาณิชย์คืนเงินถือเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะใน ธ.ก.ส.ส่วนหนึ่งมีพรรคการเมืองสิงห์สถิตย์ เชื่อเถอะนายกฯไม่ยอม คดโกงไม่ได้ 

เมื่อถามว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่องค์การคลังสินค้าเข้าไปเกี่ยวข้อง คราวหน้าจะเชิญมาร่วมประชุมด้วยหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ที่ไม่ตั้งเป็นกรรมการ เพราะรู้มันต้องมีบางคนเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่จะเชิญมาชี้แจงและที่จับเป็นเจ้าหน้าที่ระดับซี 5 และใครที่บอกโครงการจำนำข้าวเสียหายหลายหมื่นหลายพันล้าน เอาหลักฐานมาบอกกัน จะได้จับเมื่อถามว่า หากเปิดการอภิปรายแบบไม่ลงมติ จะทำให้ประชาชนค่อนประเทศที่เชื่อไปแล้วว่ามีการโกงในโครงการนี้เข้าใจหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่มีใครเชื่อหรอกถ้าเชื่อจะหนุนโครงการรับจำนำหรือ ส่วนเรื่องการทุจริตใครผิดเราก็จับ อย่างนี้ไม่ได้นิ่งนอนใจ ถ้าไม่เอาจริงเอาจัง นายกฯจะตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาทำไม 
เมื่อถามต่อว่า เรื่องการรับจำนำข้าวไม่พบนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่ได้บอกว่ามี หรือไม่มี  อะไรที่มีหลักฐานก็จับ ต่อไปข้างหน้าถ้ามีใครเกี่ยวข้องก็จับ ผู้สื่อข่าวถามว่า แม้เป็นคนในรัฐบาลก็พร้อมจะดำเนินการตามกฎหมายใช่หรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า นายกฯสั่งแล้ว จับหมด ประชาธิปัตย์มีหลักฐานก็เอามา การบอกว่า ข้าวหายล้านตัน พอถามไปก็บอกเขาว่า มันเป็นอย่างนี้ ตนไม่มีเกรงใคร เพราะไม่ได้ทุจริต และที่นายกฯมอบหมายก็ไว้ใจ เมื่อไว้ใจก็ทำงานให้ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐาน หลักฐาน จะเอาคนเข้าคุกพูดเฉยๆ ไม่ได้ ไม่เช่นนั้นก็ติดคุกหมด เอามาสักหน่อยซิประชาธิปัตย์ และ 25 รายนี้ตำรวจเขาจับเองไม่ใช่ประชาธิปัตย์ จะมีก็แค่รายเดียวของ น.พ.วรงค์ เดชกิจวิกรมสส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ผู้สื่อข่าวถามว่า จะฟ้องกลับประชาธิปัตย์หรือไม่ พูดไม่มีหลักฐาน ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่ฟ้อง การเมืองก็แบบนี้ ฝ่ายค้านไม่ด่ารัฐบาลจะไปด่าใคร เป็นประเพณีปฏิบัติ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการให้สัมภาษณ์ของร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ก่อนเข้าประชุมครม. ได้มีเจ้าหน้าที่นำเอกสารการสอบสวนดำเนินคดีอาญาเนื่องจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต2554 / 55 มาแจกจ่ายให้กับสื่อมวลชนด้วย โดยผลสรุปการสอบสวนดำเนินคดีมีทั้งสิ้น 25 คดี มีผู้เสียหายที่เป็นเกษตรกร รวม 760 คน มีผู้ต้องหา รวม 53 คน ซึ่งสามารถติดตามตัวมาดำเนินคดีแล้วจำนวน 32 คน มีมูลค่าความเสียหาย 307,372,627.35 บาท  ทั้งนี้ปัจจุบันมีคดีที่เสร็จสิ้นแล้ว 1 คดี   เป็นคดีที่อยู่ระหว่างการสอบสวนอีก 14 คดี   เป็นคดีที่พนักงานสอบสวนสั่งฟ้องส่งอัยการแล้ว 7 คดี และส่งสำนักงานป้องกันและรบปรามการทุจริตในภาครัฐอีก 3 คดี
อย่างไรก็ตามในคดีเหล่านี้พบการทุจริตในหลายจังหวัด เช่น นครนายก เพชรบูรณ์ พิษณุโลก ปราจีนบุรี นครราชสีมา บุรีรัมย์ กาฬสินธุ์  มหาสารคาม สกลนคร และกาญจนบุรีซึ่งเป็นการกระทำความผิดหลายข้อหา ทั้งร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์  โกงเจ้าหนี้ ร่วมกันยักยอกทรัพย์  เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ปลอมและใช้เอกสารสิทธิ์อันเป็นเอกสารทางราชการปลอม โดยเป็นการกระทำความผิดของทั้งโรงสี และเจ้าหน้าที่รัฐ
Share:

2 โจรโม่งใช้รถลากตู้เอทีเอ็มหวังฉกเงินล้าน


วันนี้ (9 ต.ค.) ร.ต.ท.ประวัติ ศรีเทพ พงส.(สบ1) สภ.พระแสง จ.สุราษฎร์ธานี รับแจ้งเหตุคนร้ายก่อเหตุใช้รถปิกอัพพยายามลากตู้เซฟเอทีเอ็มของธนาคาร กรุงเทพ จำกัด มหาชน เหตุเกิดที่หน้าบางสวรรค์เซนเตอร์ เลขที่ 162 หมู่ 3 ต.บางสวรรค์ อ.พระแสง รายงานผู้บังคับบัญชาทราบ ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.อ.ประชุม เรืองทอง ผกก.สภ.พระแสง ,  พ.ต.ท.ชิงชัย ภู่รัตโอภา รอง ผกก.สส. ,  ร.ต.ท.บุญฤทธิ์ สุดทองคง รอง สว.สส. , และกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน
ที่เกิดเหตุเป็นร้านมินิมาร์ทตั้งอยู่ริมถนนสายบางสวรรค์-ปลายพระยา พบตู้เซฟขนาด 60x60 ซม. วางอยู่กลางถนนห่างจากตู้เอทีเอ็มหน้ามินิมาร์ทประมาณ 10 เมตร เจ้าหน้าที่จึงได้กั้นที่เกิดเหตุก่อนประสานเจ้าหน้าที่ธนาคาร และ ตำรวจพิสูจณ์หลักฐานเข้าตรวจสอบ นอกจากนั้นพบว่าตู้เอทีเอ็มถูกคนร้ายงัดกรอบหน้าจนพังได้รับความเสียหายและ กระแสไฟฟ้าถูกตัด ซึ่งจากการตรวจสอบกล้องวงจรบริเวณใกล้เคียง พบว่าก่อนเกิดเหตุได้มีรถปิกอัพ ไม่ทราบยี่ห้อแน่ชัด เบื้องต้นคาดว่าเป็นโตโยต้า ถอยเข้ามาจอดที่หน้าตู้เอทีเอ็ม จากนั้นได้มีคนร้ายเป็นชาย สวมโหม่งปิดบังใบหน้า สวมเสื้อสีขาว กางเกงยีน สูงประมาณ 160-170 ซม.เดินลงมาจากรถ ก่อนเข้าไปใช้ชะแลงงัดกรอบตู้เอทีเอ็มจนหลุดแล้วใช้สายสลิงตะขอเกี่ยวกับหู ตู้เซฟ แล้วส่งสัญญาณให้คนขับรถออกรถอย่างรวดเร็ว จนทำให้ตู้เซฟหลุดออกจากตู้เอทีเอ็ม แต่แรงกระชากไม่สามารถทำให้ตู้เซฟเปิดออกมาได้ เมื่อคนร้ายเห็นว่าไม่สำเร็จจึงได้พากันขับรถหลบหนีออกไป และจากการตรวจสอบพบว่าเงินสดประมาณ 1.2 ล้านบาทยังอยู่ครบ
ทางด้าน พ.ต.อ.ประชุม กล่าวว่า ล่าสุดได้ประชุมร่วมกับชุดสืบสวนภูธรจังหวัดและศูนย์สืบสวนภาค 8 เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ เชื่อว่าคนร้ายที่ลงมือมีความชำนาญและทราบกลไกการทำงานของระบบตู้เอทีเอ็ม เป็นอย่างดี โดยผู้ลงมือมีไม่ต่ำกว่า 2 คน อย่างไรก็ตามได้รายงานเหตุการณ์ให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้นแล้ว และจะเร่งสืบสวนเพื่อหารูปพรรณของรถและคนร้ายที่ก่อเหตุอย่างเร่งด่วนเนื่อง จากคาดว่ากลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุยังคงวนเวียนอยู่ในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานีและใกล้เคียง
พล.ต.ต. เกียรติพงษ์  ขาวสำอางค์  ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี กล่าวถึงความคืบหน้าว่า ล่าสุดได้เบาะแสรูปพรรณคนร้ายและรถที่ใช้ก่อเหตุแล้ว โดยพบว่ารถที่ก่อเหตุเป็นยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีบรอนซ์ ขณะก่อเหตุไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ส่วนคนร้ายนั้น ได้ประสานไปยังศูนย์สืบสวนสอบสวน ภาค 8 ในการนำพฤติกรรมคนร้ายไปเปรียบเทียบกับกลุ่มประวัติอาชญากรรมที่เคยก่อเหตุ ในลักษณะดังกล่าว โดยเชื่อว่าผู้ก่อเหตุเป็นมืออาชีพและเชี่ยวชาญเรื่องระบบตู้เอทีเอ็ม
Share:

กรมศิลป์’เผยสถิติผู้ชมพิพิธภัณฑ์ 42 แห่งลดลง อึ้งบางแห่งทั้งปีมีต่างชาติชมแค่ 5 คน



วันนี้ ( 9 ต.ค.)นายอนันต์ ชูโชติ ผอ.สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร กล่าวว่า ได้รับรายงานสรุปสถิติผู้เข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั้ง 42 แห่งทั่วประเทศในปีงบประมาณ 2554 พบว่า จำนวนผู้เข้มพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหลายแห่งมีแนวโน้มผู้เข้าชมลดลงเมื่อเทียบกับปี 2553 ซึ่งจำนวนผู้เข้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั้ง 42 แห่ง ทั้งหมด 3,011,225 คน เป็น คนไทย 2,839,959 คน ชาวต่างชาติ 171,266 คน สำหรับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่มีผู้เข้าชมมากในอันดับต้นๆ ได้แก่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร คนไทย 657,527 คน ต่างชาติ 52,480 คน รวม 710,007คน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง คนไทย 82,068 คน ต่างชาติ 10,213 คน รวม 92,281คน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี คนไทย 444,804 คน ต่างชาติ 21,106 คน รวม 446,910 คน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ช้างต้น คนไทย 15,544 คน ต่างชาติ 22,858  คน รวม 38,402 คน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี คนไทย 10,857 คน ต่างชาติ 18,949 คน รวม 29, 806 คน

นายอนันต์ กล่าวต่อไปว่า ส่วนพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่มีผู้เข้าชมลดลง อาทิ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี คนไทย 76 ,822 คน ต่างชาติ 27 คน รวม 76 ,849 คนพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง คนไทย 22 , 807 คน ต่างชาติ 24 คน รวม 22, 831 คน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชัยนาทมุนี คนไทย 6, 233 คน ต่างชาติ 5 คน รวม 6, 238 คน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย คนไทย 7, 375 คน ต่างชาติ 5 คน รวม 7, 380 คน และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อินทร์บุรี คนไทย 4,110 คน ต่างชาติ 22 คน รวม 4,132 คน จากการวิเคราะห์ปัญหาที่ส่งผลให้ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั่วประเทศลดลง เนื่องจากได้รับผลกระทบอุกภัยน้ำท่วมเกือบ 4 เดือนทำให้นักท่องเที่ยวไม่เข้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ซึ่งหลายแห่งไม่มีผู้เข้าชมเกือบ 5 เดือน และอีกปัญหาแต่ละปีกรมศิลปากรได้รับงบพัฒนาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั้ง 42 แห่งแค่ 20-30 ล้านบาท เนื่องจากงบส่วนใหญ่ของกรมศิลปากรต้องนำไปบูรณะโบราณสถานกว่า 1 พันล้านบาท ทำให้การพัฒนาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไม่สามารถทำได้ตามแผนได้ทั้งหมด
นายสหวัฒน์ แน่นหนา อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า ยอมรับว่าจำนวนผู้เข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั่วประเทศในปีนี้ลดลง ปัญหาหลักมาจากน้ำท่วม อย่างเช่น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครยอดผู้เข้าชมลดลงกว่า 5 หมื่นคน ส่วนกรณีที่หลายพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมีผู้เข้าชาวต่างชาติน้อยมากนั้น ตรวจสอบปัญหาพบว่าปัจจุบันบริษัททัวร์ตัดโปรแกรมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหลายแห่ง จึงเป็นหนึ่งเหตุผลทำให้จำนวนชาวต่างชาติลดลง ดังนั้นหลังจากนี้ต้องทบทวนเรื่องการพัฒนาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและประสานกับบริษัททัวร์ เพื่อชูจุดเด่นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแต่ละแห่งให้มากว่านี้ และที่ผ่านมากรมศิลปากรได้พัฒนาบุคลากรสำหรับการปฏิบัติงานด้านพิพิธภัณฑ์ โดยได้อบรมภาษาอังกฤษให้เจ้าหน้าที่เพื่อใช้สื่อสารและถ่ายทอดความรู้ต่างๆสู่ชาวต่างชาติให้เข้าใจมากขึ้น
Share:

3ค่ายยักษ์“เอไอเอส-ดีแทค-ทรู”ฉลุยร่วมประมูล3จีตามคาด


วันนี้ (9ต.ค.)ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(สำนักงาน กสทช.) พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม(กทค.) เปิดเผยว่า  ได้สรุปผลการพิจารณาเอกสารผู้เข้ามาขอยื่นเอกสารการประมูลคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิร์ตซ หรือประมูล 3 จี เมื่อวันที่ 28 ก.ย.55 ปรากฏว่าทั้ง 3 ราย ได้แก่ บริษัทแอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด บริษัทในเครือ เอไอเอส  , บริษัท ดีแทค เนทเวอร์ค จำกัด บริษัทในเครือ ดีแทค และบริษัท เรียล ฟิวเจอร์ บริษัทในเครือ ทรู คอร์ปอเรชั่น  ได้ผ่านคุณสมบัติการตรวจสอบเอกสารตามที่สำนักงานกสทช.กำหนด โดยได้ส่งหนังสือเพื่อแจ้งผู้ประกอบการทั้ง 3 รายให้ทราบแล้ว
พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ กล่าวว่า ทั้ง 3 รายมีคุณสมบัติครบ คือ ไม่มีความเกี่ยวโยงกับรายอื่น ไม่เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ไม่เป็นบริษัทย่อย ไม่เป็นบริษัทร่วม และไม่ถือหุ้นไขว้กับรายอื่น ส่วนกรณีมีผู้ประกอบการ 3 รายก็ไม่จำเป็นที่จะต้องแก้ใดๆ เนื่องจากกฎระเบียบเป็นแบบสากลที่ยอมรับเป็นการทั่วไป ส่วนการประมูล 3 จีครั้งนี้จะเกิดการแข่งขันอย่างแน่นอน เนื่องจากผู้ประกอบการที่ได้ราคาสูงสุดจะมีสิทธิ์เลือกที่อยู่ของย่านความถี่ให้เหมาะสมประกอบธุรกิจของภาคเอกชน โดยในขณะนี้ยังไม่ทราบเรื่องอุทธรณ์ หากมีการฟ้องร้องเกี่ยวกับประมูล 3 จี กทค.พร้อมชี้แจ้งข้อมูล  และสามารถต่อสู้ในชั้นศาลได้ แต่หากมีการพิสูจน์แล้วพบว่าการประมูลครั้งนี้ไม่มีความผิด ผู้ที่ฟ้องร้องต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น
“การประมูลคลื่นความถี่ ไม่เหมือนกับการประมูลรถ ส่วนความกังวลว่ามีผู้ประกอบการ 3 ราย นั้นต้องเข้าใจสภาพอุตสาหกรรมของประเทศไทยที่กำลังเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านระบบสัญญาสัมปทานไปสู่การออกใบอนุญาตรูปแบบการประมูล และยืนยันว่าการประมูลรูปแบบวิธีการนี้ มีการแข่งขันแน่นอน”พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์
รายงานข่าว แจ้งว่า การแถลงข่าววันนี้ของ กสทช. ไม่มีการพูดถึงผลประโยชน์สูงสุดที่คนไทยจะได้รับ ดังนั้นพรุ่งนี้ (10 ต.ค.) เวลา 10.00 น. ดร.อนุภาพ ถิรลาภ นักวิชาการอิสระด้านโทรคมนาคม จะเดินทางไปศาลปกครองเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลและขอให้ศาลสั่งให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ระงับการประมูล 3จีไปก่อน เนื่องจากเห็นว่าประชาชนยังไม่ได้รับประโยชน์สูงสุด โดยยก 4 ประเด็นตัวอย่าง คือ 1. ไม่มีข้อกำหนดที่พูดถึงคุณภาพของสัญญาณในการให้บริการ ว่า ประชาชนจะได้ใช้คลื่นความถี่ให้ได้ประโยชน์สูงสุด เช่น ความเสถียร หรือความเร็ว ซึ่งผู้ให้บริการจะกำหนดอย่างไรก็ได้ และในตลาดการแข่งขันก็ย่อมเอาเปรียบ และไม่เกิดการแข่งขัน ประชาชนไม่มีทางเลือก 2. กสทช.ไม่มีข้อกำหนดด้านราคา ว่า การให้บริการด้านข้อมูลนั้นผู้ให้บริการจะต้องเก็บค่าบริการ ในอัตราสูงสุดเท่าไหร่ 3.เรื่องเงื่อนไขการบริการสำหรับผู้ด้อยโอกาส เมื่อผู้ให้บริการเปิดให้บริการแล้ว จะต้องเปิดให้บริการกับผู้ด้อยโอกาส หรือ คนยากจนในชนบท และ4. กสทช. ไม่มีระเบียบใดๆ กำหนดรายได้จากการประมูลที่ชัดเจน ว่าจะนำประโยชน์ให้กับประชาชนอย่างไร
Share:

ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ 095-219-0106

Popular Posts

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Blog Archive

Followers

Blog Archive