ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ บางกะปิ
www.becomz.com

ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ บางกะปิ รามคำแหง

เปิดบริการซ่อมคอมพิวเตอร์ถึงที่สะดวกรวดเร็ว ด้วยทีมงานช่างซ่อมคอมพิวเตอร์ มืออาชีพ ประสบการณ์กว่า 10 ปี ที่จะไปบริการซ่อม ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่ทำงาน วัด โรงเรียน ร้านอินเตอร์เน็ต ฯลฯ โดยคิดอัตราค่าบริการเริ่มต้นเพียง 400 บาทต่อเครื่องเท่านั้น

การให้บริการ

หากลูกค้ายืนยันการซ่อมแล้วทางเราออกเดินทาง ไปแล้วยกเลิกการซ่อมในขณะที่ทางเราเดินทางไปถึงแล้วจะต้องเสียค่าเสียเวลาและการเดินทาง 400 บาท

พื้นที่ที่บริการ

ซ่อมคอมนอกสถานที่,ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ 095-219-0106 เริ่มต้นที่ 400บาท/เครื่อง (ปล. ให้บริการเฉพาะเขตพื้นที่ รามคำแหง บางกะปิ นวมินทร์ เสรีไทย ลาดพร้าวเฉพาะ บริเวณ จากเดอะมอลบางกะปิถึงโชคชัย 4 )

อัตราค่าบริการ becomz

ติดต่อ : TaNDesgin โทร. 095-219-0106 www.i-comz.com

บริการหลังการซ่อม โดย www.i-comz.com

ทุกงานซ่อมรับเราประกัน 1 สัปดาห์เต็ม หากปัญหาเดิมยังอยู่ เราจะไปบริการซ่อมให้ฟรี โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น และสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่เคยใบ้บริการกับทาง www.i-comz.com เรามีบริการซ่อมคอมออนไลน์ฟรีให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่า

วันพุธที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ศาลรับฟ้องคดี “ทักษิณ”ปล่อยกู้แบงก์กรุงไทย 9 พันล้าน




ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งรับฟ้องคดี “ทักษิณ” พร้อมพวกรวม 27ราย ทุจริตปล่อยกู้แบงก์กรุงไทย 9 พันล้าน นัดพิจารณาครั้งแรกสอบคำให้การจำเลย 11 ต.ค.นี้
วันนี้ ( 25 ก.ค.) เวลา 10.00 น. ที่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง นายชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกาเจ้าของสำนวน คดีปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย จำกัด ( มหาชน) พร้อมองค์คณะ รวม 9 คน นัดฟังคำสั่งคดีหมายเลขดำ อม.3/2555 ที่นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ 1, นายวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทยและบริษัทในเครือของบริษัทกฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) กับพวกรวม 27 ราย เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, ความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502, ความผิด พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505, ความผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 และความผิด พ.ร.บ.บริษัท มหาชน จำกัด พ.ศ.2535

โดยศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า คำฟ้องที่เสนอต่อศาล เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามมาตรา 9 (1)(2) ของพ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 และคำฟ้องถูกต้องตามขอกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีของศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางเมือง พ.ศ.2543 ข้อ 8 จึงมีคำสั่งให้ประทับรับคำฟ้องไว้พิจารณาเพื่อมีคำพิพากษา โดยศาลกำหนดนัดพิจารณาคดีครั้งแรกเพื่อสอบคำให้การจำเลยวันที่ 11 ต.ค.นี้ เวลา 09.30  น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้มีการกล่าวหาว่า ผู้บริหารธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้สินเชื่อกลุ่มบมจ.กฤษดามหานคร ที่มีสถานะอยู่ในกลุ่มลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคาร เนื่องจากผอ.ฝ่ายกลั่นกรองสินเชื่อธุรกิจนครหลวง เคยจัดอันดับความเสี่ยงของกลุ่มกฤษดามหานครอยู่ในอันดับ 5 คือไม่สามารถอนุมัติสินเชื่อให้ได้ แต่ได้มีการอนุมัติสินเชื่อให้บริษัทในกลุ่มกฤษดามหานคร 3 กรณี ประกอบด้วย 1. การอนุมัติสินเชื่อให้บริษัทอาร์เค โปรเฟสชั่นนัล จำกัด จำนวนเงิน 500  ล้านบาท 2.การอนุมัติสินเชื่อให้บริษัทโกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด วงเงิน 9,900 ล้านบาท (วงเงินไฟแนนซ์  8,000 ล้านบาท วงเงินซื้อที่ดินเพิ่ม 500 ล้านบาท และวงเงินพัฒนาโครงการ1,400 ล้านบาท) และ 3. การอนุมัติขายหุ้นบุริมสิทธิแปลงสภาพของ บมจ.กฤษดามหานคร ให้กับบริษัท แกรนด์ คอมพิวเตอร์คอมมูนิเคชั่น จำกัด จำนวนเงิน 1,185,735,380 บาท ถือว่าผู้เกี่ยวข้องมีพฤติการณ์ ร่วมกันหรือสนับสนุนการกระทำความผิดกรณีธนาคารกรุงไทย ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐ เป็นการกระทำโดยทุจริต เพื่อฟื้นฟูกิจการของบมจ.กฤษดามหานคร เป็นประโยชน์ส่วนตนกับพวก.
Share:

พิษขึ้นเงินเดือนตัวเอง จำคุก2ปีประธานวุฒิฯ พูลทรัพย์ลมจับบนศาล





ศาลพิพากษาจำคุก ปธ.วุฒิและอดีตผู้ตรวจการแผ่นดิน 2 ปี ฐานขึ้นเงินเดือนตัวเอง ขณะที่ นายปราโมทย์ เจอคุก 1ปี 4เดือน ฐานช่วยสนับสนุน ศาลปราณี โทษจำให้รอลงอาญา 2 ปี ขณะที่ “พูลทรัพย์” เป็นลมกลางห้องพิจารณา
วันนี้ ( 25 ก.ค.) เวลา 9.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 814 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีผู้ตรวจการแผ่นดินขึ้นเงินเดือนตัวเองในคดีหมายเลขดำ อ.4290/2552 ที่อัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายพูลทรัพย์ ปิยะอนันต์ อดีตผู้ตรวจการแผ่นดิน, พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ประธานวุฒิสภา และนายปราโมทย์ โชติมงคล อดีตประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่มิชอบหรือโดยทุจริต และเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบ มาตรา 86

คดีนี้โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า วันที่ 29 ก.ค.-30 ก.ย.47 นายพูลทรัพย์ จำเลยที่ 1 และ พล.อ.ธีรเดช จำเลยที่ 2 ขณะดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ร่วมกับ นายปราโมทย์ จำเลยที่ 3 เลขาธิการผู้ตรวจแผ่นดินขณะนั้น ให้ความช่วยเหลือให้ความสะดวก จำเลยที่ 1 - 2 กระทำผิด ในการจัดทำร่างระเบียบผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยประชุมกรรมการ และอนุกรรมการ และค่าตอบแทนบุคคลหรือคณะบุคคล พ.ศ.2547 โดยจำเลยที่ 3 นำร่างระเบียบศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายเบี้ยประชุมกรรมการและอนุกรรมการ และค่าตอบแทนบุคคลหรือคณะบุคคล พ.ศ.2547 ที่กำหนดค่าตอบแทนลักษณะเหมาจ่ายเดือนละ 20,000 บาทที่เป็นข้อกำหนดที่ออกโดยมิชอบมาอ้างอิงเป็นต้นแบบเพื่อออกร่างระเบียบผู้ตรวจการแผ่นดินฯ ดังกล่าว

ต่อมาวันที่ 30 ก.ค.47 จำเลยที่ 1-2 ให้ความเห็นชอบเพื่อออกระเบียบผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา และมีการประกาศใช้ระเบียบฯ โดยให้มีผลบังคับย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.47 และสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้ดำเนินการเบิกจ่ายค่าตอบแทนประจำเดือน ก.ค.-ก.ย.47 ให้จำเลยที่ 1-3 เดือนละ 20,000 บาท รวม 3 เดือน 60,000 บาท ทั้งที่พวกจำเลยไม่มีอำนาจโดยชอบที่จะให้ความเห็นในการออกระเบียบจ่ายเงินค่าตอบแทนให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นรายเดือนลักษณะเหมาจ่ายเป็นเงินเพิ่มพิเศษลักษณะควบกับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งนั้น และจะต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 มาตรา 253 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา พ.ศ.2542 มาตรา 5 บัญญัติไว้เท่านั้น โดยต้องผ่านกระบวนการจากคณะรัฐมนตรีเข้าสู่รัฐสภาเพื่อออกเป็นกฎหมายใช้บังคับต่อไป
ทั้งนี้ ภายหลังจำเลยทั้งสามกระทำผิดแล้ว ได้ส่งเงินคนละ 60,000 บาทคืนให้สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินและในชั้นไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เงินค่าตอบแทนที่จำเลยที่ 1-2 ได้รับ แม้จะเรียกว่าค่าตอบแทนการปฏิบัติหน้าที่เหมาจ่ายรายเดือน แต่สาระสำคัญแห่งการได้เงินมามีลักษณะมั่นคงแน่นอนเป็นประจำทุกเดือน เนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่งานประจำตามปกติ เงินที่ว่านั้นจึงเป็นเงินเดือน อีกทั้งการขึ้นเงินเดือนจะต้องผ่านที่ประชุมรัฐสภาเพื่อออกเป็นกฎหมาย ดังนั้นจำเลยที่ 1-2 จะออกระเบียบขึ้นเงินเดือนเองมิได้ และจะอ้างว่าการออกระเบียบนี้เป็นการบริหารและจัดการเงินและทรัพย์สินของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเช่นเดียวกับการออกระเบียบเรื่องเงินเบี้ยประชุมมิได้ เพราะสาระสำคัญและเงื่อนไขการได้เงินเบี้ยประชุมแตกต่างจากเงินที่เป็นปัญหานี้อย่างสิ้นเชิง

ส่วนที่จำเลยทั้งสามอ้างว่าขาดเจตนากระทำผิดโดยเชื่อสุจริตใจ ว่า สามารถออกระเบียบได้ เพราะคัดลอกข้อความมาจากระเบียบศาลรัฐธรรมนูญนั้น จึงเห็นว่า จำเลยที่ 1-2 ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน มีหน้าที่ตรวจสอบจริยธรรมของบุคคลอื่น และจำเลยที่ 3 เป็นเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้รับความไว้วางใจในความรู้ ความสามารถ คุณธรรม จริยธรรม ความดี และความสุจริต การขึ้นเงินเดือนให้ตัวเองเป็นการกระทำที่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนของจำเลยที่ 1-2 กับผลประโยชน์สาธารณะ จึงต้องมีมโนธรรมเข้ามากำกับอย่างยิ่งยวด จะใช้มาตรฐานความรู้สึกนึกคิดเช่นคนทั่วไปไม่ได้ การจะอ้างว่าเชื่อโดยสุจริตจะต้องมีเหตุผลอันสมควรอย่างยิ่งให้เชื่อเช่นนั้นได้

นอกจากนี้ ก่อนออกระเบียบเพิ่มเงินเดือนได้ความว่า คณะรัฐมนตรีมีมติปรับเพิ่มเงินเดือนให้ข้าราชการทั่วประเทศอัตราร้อยละสาม แต่องค์กรอิสระต่าง ๆ รวมทั้งผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ได้รับการปรับเพิ่มเงินเดือนด้วย จึงจัดประชุมร่วมกันและร่วมทำหนังสือขอความเป็นธรรมถึงรัฐบาลขอให้แก้กฎหมายปรับเพิ่มเงินเดือนเช่นเดียวกับข้าราชการทั่ว ๆ ไป จึงชี้ให้เห็นว่าการปรับเพิ่มเงินเดือนแม้จำนวนเล็กน้อยเพียงร้อยละสาม จึงมีความสำคัญและต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด หน่วยงานผู้ตรวจการแผ่นดินซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดประชุม เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมนี้จะปฏิเสธว่าไม่รับทราบ ไม่เข้าใจ ไม่ให้ความสำคัญกับขั้นตอนการขึ้นเงินเดือนไม่ได้ จึงไม่มีเหตุผลอันควรที่ทำให้จำเลยทั้งสามเห็นหลงไปได้ว่า การออกระเบียบเพิ่มเงินเดือนให้ตัวเองถึง 20,000 บาท และมากกว่าการขึ้นเงินเดือนร้อยละสามนับสิบเท่า จะสามารถใช้ช่องทางลัดแปลความกฎหมายออกระเบียบเช่นนี้ได้ ข้ออ้างของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น การกระทำของจำเลยที่ 1-2 จึงเป็นความผิด มีจำเลยที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดตามฟ้อง

ศาลพิพากษาว่า จำเลยที่ 1-2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 83 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 86 จำคุกจำเลยที่ 1-2 คนละ 2 ปี และจำคุกจำเลยที่ 3 จำนวน 1 ปี 4 เดือน แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนเห็นว่ามีเหตุควรปราณี จึงให้รอการลงโทษไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 มีกำหนด 2 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่ฟังคำพิพากษา ช่วงที่ศาลกำลังอ่านคำวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งหมดมีความผิด ปรากฏว่านายพูลทรัพย์ จำเลยที่ 1 เกิดอาการหน้ามืดและเป็นลม โดยมีจำเลยที่ 2-3 เข้าไปช่วยประคองไว้ จากนั้นมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของศาลช่วยหายาดมมาให้ดมพร้อมปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้จำเลย รวมทั้งเรียกหาพยาบาลมาช่วยดูแล ขณะที่ศาลอ่านคำพิพากษาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งผ่านไปประมาณ 15 นาที นายพูลทรัพย์ จำเลยที่ 1 มีอาการดีขึ้น และไม่ต้องเรียกหาพยาบาลมาช่วยปฐมพยาบาล ทั้งนี้ สาเหตุที่จำเลยเป็นลมอาจเพราะมีอายุมาก และนายพูลทรัพย์ ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์

ขณะที่นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหาที่เดินทางมาให้กำลังใจและร่วมฟังคำพิพากษา กล่าวว่า หลังจากนี้จะคัดสำเนาคำพิพากษาไปศึกษาและพิจารณาว่าจะยื่นอุทธรณ์ต่อหรือไม่ ส่วนคำพิพากษาในวันนี้จะส่งผลต่อตำแหน่งประธานวุฒิหรือไม่นั้น จะนำไปเปรียบเทียบกับข้อกฎหมายก่อนและยังไม่สามารถให้คำตอบได้ในขณะนี้.
Share:

นายกฯ โชว์รูปเฟซบุ๊ก กลบข่าวบินไปเบิร์ทเดย์แม้ว





นายกฯ โพสต์รูปทำงานบนตึกไทยลงในเฟซบุ๊ก หวังกลบข่าวลือบินเบิร์ทเดย์พี่ชายที่เกาะฮ่องกง
ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 ก.ค. ว่า นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางเข้ามาปฏิบัติภารกิจที่ทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่เวลา 09.30น. โดยได้หารืออย่างไม่เป็นทางการกับทีมเศรษฐกิจ อาทิ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน  นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี  เลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  (สศช.) เป็นต้น จากนั้น เวลา 11.45 น. น.ส.ศันสนีย์ นาคพงศ์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้นำพระสงฆ์ซึ่งเป็นนิสิตวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย เยี่ยมชมตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ให้การต้อนรับ และร่วมถ่ายภาพกับนิสิตวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยด้วย

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 12.00 น. ทางทีมงานของนายกรัฐมนตรี ได้นำภาพที่นายกรัฐมนตรีถ่ายกับคณะนิสิตวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ขณะเยี่ยมชมตึกไทยคู่ฟ้า มาโพสต์ลงในเฟสบุคสวนตัวนายกรัฐมนตรี “ Yingluck Shinawatra” คาดว่าเพื่อต้องการกลบกระแสข่าวลือที่เกิดขึ้นอย่างหนาหูตลอดวันเดียวกันนี้ว่า นายกรัฐมนตรีบินไปอวยพรวันคล้ายวันเกิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีครบ 64 ปี  ในวันที่ 26 ก.ค.นี้ ที่เกาะฮ่องกง.
Share:

ส่งศาลเยาวชนวัยรุ่นคว้าเก้าอี้ฟาดหัวแม่บ้าน





ตำรวจปทุมวัน ส่งตัววัยรุ่นคลิปฉาว ใช้เก้าอี้ฟาดหน้าป้าแม่บ้าน ไปศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ขณะที่เจ้าตัวอยู่ในอาการเครียดจัด นอนร้องไห้ทั้งคืน

วันนี้ (25 ก.ค.) เวลา 10.45 น. ร.ต.อ.หญิงคะนึงนุช ทศไพรินทร์ พนักงานสอบสวน (สบ 1 ) สน.ปทุมวัน นำตัวนายเอ (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี ผู้ต้องหาที่ก่อเหตุใช้เก้าอี้พลาสติกฟาดใส่หน้านางสมจิตร พรายเนาว์ อายุ 51 ปี แม่บ้านห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ได้รับบาดเจ็บ สาเหตุเพราะโมโหที่นางสมจิตรเก็บนาฬิกาข้อมือได้แต่ไม่ยอมคืนให้ โดยขณะเกิดเหตุมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติถ่ายคลิปไว้ได้ ก่อนนำคลิปมาเผยแพร่ในเว็บไซต์แห่งหนึ่ง เหตุเกิดเวลา 21.00 น.วันที่ 17 ก.ค. บริเวณหน้าธนาคารกรุงไทย สาขาปทุมวัน เขตปทุมวัน กทม.



ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวนายเอออกจากห้องสอบสวนคดีเด็กและเยาวชน เพื่อนำตัวไปส่งศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง สนามหลวง เพื่อไต่สวนคดีที่เกิดขึ้น ซึ่งนายเอ ได้ใช้เสื้อลายแขนยาวคลุมศีรษะปิดบังใบหน้า เดินลงจากโรงพักขึ้นรถยนต์ออกจากสถานีไปศาลทันที



ทางด้าน พ.ต.ท.พนม เชื้อทอง รอง ผกก.สส.สน.ปทุมวัน กล่าวว่า เมื่อคืนนี้ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวอยู่ในห้องสอบสวนคดีเด็กและเยาวชน โดยมีน้าสาวอยู่เป็นเพื่อนด้วยทั้งคืน ซึ่งผู้ต้องหามีอาการเครียดนอนไม่หลับและร้องไห้ทั้งคืน โดยวันนี้พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีจะนำตัวผู้ต้องหาไปส่งศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เพื่อให้ศาลไต่สวนคดีคดีทำร้ายร่างกายผู้อื่น ซึ่งเบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ



สำหรับนางสมจิตร ผู้เสียหาย เจ้าหน้าทีได้ประสานติดต่อไว้แล้ว ขณะนี้นางสมจิตรกำลังเดินทางมาจากจังหวัดขอนแก่น และจะมาพบพนักงานสอบสวนในช่วงบ่ายวันนี้ให้ปากคำถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ต้องหาในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่น.
Share:

มือโพสต์ใบสั่งว่อนเน็ตขอโทษตร.แจงรู้เท่าไม่ถึงการณ์





หนุ่มคนโพสต์ภาพใบสั่งจราจรลงในเฟซบุ๊กโผล่ขอโทษตำรวจ อ้างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขณะที่ ตร.ส่อไม่แจ้งข้อหาในความผิดพ.ร.บ.เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ระบุไม่มีเจตนา
จากกรณี มีผู้โพสต์ภาพใบสั่งจราจรลงในเฟซบุ๊ก โดยมีการเปรียบเทียบใบสั่งจริงกับใบสั่งปลอม และมีการอ้างถึงความแตกต่างว่า ใบสั่งที่ออกจากทางราชการจะต้องมีการใช้ตรายางประทับด้วยหมึกสีแดง ส่วนใบสั่งแบบที่ 2 เขียนด้วยลายมือ ไม่มีตรายางประทับ ซึ่งผู้โพสต์ข้อความยังแนะนำด้วยว่าหากผู้ใดได้รับใบสั่งที่ไม่มีตรายางประทับ ให้ทิ้งได้เลยโดยที่ไม่ต้องไปเสียค่าเปรียบเทียบปรับที่โรงพักนั้น


ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 25 ก.ค. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) นายกรวิทย์ ผึ้งสุพรรณ อายุ 23 ปี มือโพสต์ ได้เดินทางมาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมกับบิดามารดาเพื่อขอโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมกับนำหลักฐานใบสั่งจำนวน 2 ใบ มายืนยันเพื่อเป็นหลักฐานในการชี้แจงด้วย


นายกรวิทย์ กล่าวว่า สาเหตุที่ทำลงไปเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เนื่องจากเห็นว่าใบสั่งทั้ง 2 ใบ มีความแตกต่างกัน เพราะใบหนึ่งมีการปั๊มตรายางเครื่องหมายราชการอย่างถูกต้อง ส่วนอีกใบไม่มีตราราชการแต่อย่างใด จึงโพสต์ข้อความพร้อมกับภาพใบสั่งลงบนเฟซบุ๊ก ไม่คิดว่าเรื่องจะบานปลายขนาดนี้ โดยหลังจากที่โพสต์ข้อความไปแล้ว ก็มีเพื่อนโทรศัพท์มาบอกว่ากลายเป็นข่าวและมีการแชร์ข้อมูลจำนวนมาก จึงนำเรื่องไปปรึกษาพ่อแม่และพากันมาพบตำรวจในวันนี้


ผู้สื่อข่าวถามว่ามีเรื่องไม่พอใจกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรมาก่อนหรือไม่ นายกรวิทย์ กล่าวว่า ไม่ได้มีเรื่องโกรธเคืองกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรมาก่อน เป็นเพราะความเข้าใจผิดของตน เรื่องที่เกิดขึ้นก็เป็นอุทาหรณ์สำหรับตัวเอง อยากฝากเตือนทุกคนว่า ก่อนจะโพสต์อะไรลงในเว็บไซต์ต่างๆ ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้กระจ่างเสียก่อน ตนต้องขอโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยที่ทำให้เสื่อมเสีย


ทั้งนี้ จากการตรวจสอบใบสั่งที่นายกรวิทย์โพสต์ลงเฟซบุ๊กพบว่าเป็นใบสั่งจริงทั้ง 2 ใบ โดยใบแรกเป็นของท้องที่สน.พลับพลาไชย 1 ข้อหาจอดรถในที่ห้ามจอด โดยใบสั่งดังกล่าวแปะไว้ที่หน้ากระจกรถยนต์หมายเลขทะเบียน ถย-4190 กรุงเทพมหานคร ของนายกรวิทย์ ส่วนอีกใบเป็นใบสั่งของ สน.ศาลาแดง ในความผิดข้อหาฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร (ผ่าไฟแดง) มีการยึดใบขับขี่และระบุชื่อผู้ขับรถทะเบียน ถย 4190 กรุงเทพมหานครไว้อย่างชัดเจน เพียงแต่วิธีการบันทึกข้อมูลลงในใบสั่งต่างกันระหว่างการเขียนด้วยปากกา กับการปั๊มข้อความ


ด้านพล.ต.ต.วรศักดิ์ นพสิทธิพร รอง ผบช.น. กล่าวว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบผู้โพสต์พร้อมเจ้าของใบสั่ง แล้วเชิญตัวมาเพื่อชี้แจงความเข้าใจ พร้อมกับแนะนำว่าหากมีข้อสงสัยขอให้มาพูดคุยกัน อย่าเพิ่งไปรีบร้อนแพร่ข่าวสารอย่างผิดๆ เพราะอาจทำให้ประชาชนที่ทั่วไปเกิดความสับสนได้  ส่วนความผิดเกี่ยวกับพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ตนดูแล้วว่านายกรวิชญ์ไม่มีเจตนา เดี๋ยวคงกลับไปแก้ไขข้อมูล


รอง ผบช.น.กล่าวอีกว่า สำหรับการดำเนินการจับกุมและแจกใบสั่งของตำรวจจราจรในปีหนึ่่งๆ นั้น ตนจำตัวเลขแน่นอนไม่ได้ เพราะในปีหนึ่่งๆ ปรับเยอะ ต้องไปสอบถาม พล.ต.ต.อุทัยวรรณ แก้วสะอาด ผบก.จร. ที่มีข้อมูลถูกต้อง พร้อมกันนี้เชื่อว่า เจ้าหน้าที่จะไม่เสี่ยงปลอมแปลงใบสั่งขึ้นมาอย่างแน่นอน เพราะการปลอมแปลงเอกสารทางราชการ มีโทษทางอาญา จำคุกถึง 20 ปี แต่หากประชาชนท่านใดสงสัย ก็สามารถตรวจสอบได้.
Share:

“เฉลิม”ไม่ขัดผบ.ตร.บินพบแม้ว ยันไม่ถอนปรองดอง





“เฉลิม”ย้ำรัฐบาลไม่มีสิทธิ์ถอนร่างพ.ร.บ.ปรองดอง โยนเป็นอำนาจสภาฯ ย้ำ5แนวทางแก้รธน.ทำได้แน่ ส่วนข่าวลือ ผบ.ตร.บินไปเบิร์ทเดย์แม้ว ถือว่าเหมาะสม เพราะเป็นพี่น้องกัน
วันที่ 25 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี และส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ต้องการให้รัฐบาลถอนร่างพ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ ออกจากการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ก่อนวันที่ 1 ส.ค.นี้ ว่า ร่างพ.ร.บ.ปรองดองอยู่ในสภาฯ ไม่ได้เสนอโดยรัฐบาลแล้วจะให้ไปถอนได้อย่างไร และรู้สึกแปลกใจที่จะให้รัฐบาลไปถอนพ.ร.บ.ปรองดองฯ เพราะเป็นเรื่องของสภาฯและของผู้ยื่นพ.ร.บ.ปรองดองฯ และแสดงความเห็นเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะไม่ใช่หน้าที่ แต่ถ้าใช้ร่างพ.ร.บ.ปรองดองฯฉบับที่ตนเสนอ รับรองว่าไม่มีใครประท้วง แต่ต้องให้พรรคเพื่อไทยตกผลึกก่อน อีกทั้งตนจะไม่ทำแบบงุบงิบ และจะแจกร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว พร้อมกับชี้แจงทางโทรทัศน์ว่ามาตราไหนเป็นอย่างไร


เมื่อถามว่าสถานการณ์การเมืองจะร้อนขึ้นหรือไม่ หลังจากเปิดการประชุมรัฐสภา สมัยสามัญทั่วไปแล้ว ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองต่างฝ่ายต่างแสดงความเห็น หากรัฐบาลไม่ทุจริต นายกรัฐมนตรีจะอยู่ครบวาระ และพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านต่อไป และหากมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ พรรคเพื่อไทยชนะมากกว่าเดิม เพราะมีผลงานออกมาเรื่อย ๆ และตอนนี้เพิ่ง 11 เดือนเอง



ส่วนกรณีที่มีข่าว พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร. ขอลากิจเพื่อเดินทางไปอวยพรวันเกิดพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เกาะฮ่องกงนั้น ร.ต.อ.เฉลิมตอบว่า ยังไม่ทราบว่าเดินทางไปจริงหรือไม่ แต่เกาะฮ่องกงเป็นต่างประเทศ ไม่ใช่ประเทศไทย หากไปจริงก็ถือเหมาะสม เพราะทุกคนมีสิทธิ ลากิจได้ตามกฎหมาย แต่ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ มีหน้าที่เฉพาะในประเทศไทย ทั้งนี้คิดว่าไม่ได้ไปพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะแม้แต่ตนไปฮ่องกง ยังไม่ได้พบ พ.ต.ท.ทักษิณ และคำว่าเป็นเจ้าพนักงานละเว้นนั้น เราต้องมีหน้าที่ เพราะถ้าเป็นในประเทศไทย ถือว่าละเว้นแน่นอน แต่กฎหมายของไทยไปใช้ที่ฮ่องกงไม่ได้ เพราะเมื่อก้าวขาออกนอกประเทศ ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว เมื่อถามว่า หากมีหลักฐานออกมาว่าทั้ง 2 คนได้พบกันจริง ในฐานะที่ ร.ต.อ.เฉลิม กำกับดูแลตำรวจ จะลงโทษอย่างไร หรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่มีบทลงโทษ แต่จะถามว่าพี่น้องคุยอะไรกันบ้าง.
Share:

“บิ๊กโอ๋”เดินหน้าแฉ"มาร์ค”เงื่อนงำเกณฑ์ทหาร






“สุกำพล” เดินหน้าแฉ ”มาร์ค” ปมเกณฑ์ทหาร ยกเจ้าหน้าที่ทั้งกระทรวงคอยแจงและไม่จำเป็นต้องเชิญ “ประยุทธ์” มาร่วม พร้อมปัดช่วยคดี”จตุพร”
วันที่ 25 ก.ค. ที่โรงพยาบาลทหารผ่านศึก พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีการร้องเรียนว่า นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี สมัครเข้าเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นบุคคลที่ไม่ผ่านการตรวจเลือกทหารว่า ตนจะแถลงชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลทั้งหมด ในวันที่ 27 ก.ค.นี้ เวลา 11.00 น.ที่กระทรวงกลาโหม เพราะสังคมต้องการทราบว่า เป็นอย่างไร แต่ขณะนี้ยังไม่ทราบว่า เจ้าหน้าที่เตรียมเอกสารอะไรไว้บ้าง แต่จะแถลงในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงกลาโหมเท่านั้น


“ทั้งนี้ไม่เกี่ยวกับกระแสข่าวต้องการช่วยคดีนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติในศาล เพราะเป็นคนละเรื่องกัน ขออย่าไปเชื่อมโยงกันและอย่าไปคิดว่าหรือนึกอย่างนั้น ขอให้รอฟังคำตอบในวันที่ 27 ก.ค.นี้” พล.อ.อ.สุกำพล กล่าว



เมื่อถามถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ระบุว่า คดีของนายอภิสิทธิ์จบไปแล้วตั้งแต่ปี 2542 และเรื่องดังกล่าวไม่มีมูล พล.อ.อ.สุกำพล หัวเราะพร้อมกล่าวว่า ขอให้รอวันที่ 27 ก.ค.นี้จะแถลงทีเดียว และตอบเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียว อีกทั้งจะนำเจ้าหน้าที่ส่วนต่าง ๆ มาชี้แจง เนื่องจากรายละเอียดมีมาก ส่วนตนจะชี้แจงในภาพใหญ่ แต่รายละเอียดคงต้องให้เจ้าหน้าที่ชี้แจง เพราะตนไม่ได้จบทางด้านสัสดี ทั้งนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องเชิญ ผบ.ทบ.มาร่วมชี้แจง



เมื่อถามถึงการเดินทางไปพบพ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ฮ่องกงเมื่อวันที่ 21  ก.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.อ.สุกำพล หัวเราะ พร้อมกล่าวว่า “ท่านสบายดี”
Share:

ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ 095-219-0106

Popular Posts

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Blog Archive

Followers

Blog Archive