ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ บางกะปิ
www.becomz.com

ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ บางกะปิ รามคำแหง

เปิดบริการซ่อมคอมพิวเตอร์ถึงที่สะดวกรวดเร็ว ด้วยทีมงานช่างซ่อมคอมพิวเตอร์ มืออาชีพ ประสบการณ์กว่า 10 ปี ที่จะไปบริการซ่อม ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่ทำงาน วัด โรงเรียน ร้านอินเตอร์เน็ต ฯลฯ โดยคิดอัตราค่าบริการเริ่มต้นเพียง 400 บาทต่อเครื่องเท่านั้น

การให้บริการ

หากลูกค้ายืนยันการซ่อมแล้วทางเราออกเดินทาง ไปแล้วยกเลิกการซ่อมในขณะที่ทางเราเดินทางไปถึงแล้วจะต้องเสียค่าเสียเวลาและการเดินทาง 400 บาท

พื้นที่ที่บริการ

ซ่อมคอมนอกสถานที่,ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ 095-219-0106 เริ่มต้นที่ 400บาท/เครื่อง (ปล. ให้บริการเฉพาะเขตพื้นที่ รามคำแหง บางกะปิ นวมินทร์ เสรีไทย ลาดพร้าวเฉพาะ บริเวณ จากเดอะมอลบางกะปิถึงโชคชัย 4 )

อัตราค่าบริการ becomz

ติดต่อ : TaNDesgin โทร. 095-219-0106 www.i-comz.com

บริการหลังการซ่อม โดย www.i-comz.com

ทุกงานซ่อมรับเราประกัน 1 สัปดาห์เต็ม หากปัญหาเดิมยังอยู่ เราจะไปบริการซ่อมให้ฟรี โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น และสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่เคยใบ้บริการกับทาง www.i-comz.com เรามีบริการซ่อมคอมออนไลน์ฟรีให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่า

วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

แถลงการณ์สำนักพระราชวังฉบับที่ 2 เรื่องสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระประชวร





คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้รายงานว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไม่มีอาการเวียนพระเศียร ทรงพระวรกายได้ดีขึ้น เริ่มเสวยพระกระยาหารได้ ผลการตรวจติดตามพระสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไม่พบภาวะแทรกซ้อน
สำนักพระราชวัง ได้มีแถลงการณ์เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ  ทรงพระประชวรขณะประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช ฉบับที่  2 ใจความว่า วันนี้ คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้รายงานว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไม่มีอาการเวียนพระเศียร ทรงพระวรกายได้ดีขึ้น เริ่มเสวยพระกระยาหารได้ ผลการตรวจติดตามพระสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไม่พบภาวะแทรกซ้อน คณะแพทย์ฯ ยังถวายพระโอสถทางหลอดพระโลหิตต่อ และทำกายภาพบำบัดถวายเพื่อฟื้นฟูพระวรกาย จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน สำนักพระราชวัง ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2555.
Share:

“สดศรี” ชี้ กรณีสุเทพ กกต.เคยยกคำร้องไปแล้ว





“สดศรี” ชี้ กรณีสุเทพ กกต.เคยยกคำร้องไปแล้ว วุฒิสภาต้องเดินหน้าตามที่ ป.ป.ช.ส่ง เชื่อมีข้อกฎหมายต้องส่งเรื่องให้ศาลรธน.
วันนี้( 27 ก.ค.)ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวถึงกรณีที่ ป.ป.ช.ส่งเรื่องให้วุฒิสภาถอดถอนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กรณีการส่งคนไปช่วย งานที่กระทรวงวัฒนธรรม ถื่อว่า เป็นการก้าวก่ายและหาผลประโยชน์ ว่า ในเรื่องดังกล่าวเคยมีผู้ร้องมาที่กกต. และกกต.ก็ได้พิจารณาไปแล้ว โดยเสียงข้างมากเป็นควรให้ยกคำร้อง เนื่องจากเห็นว่า นายสุเทพได้มีการถอนเรื่องที่ส่งคนไปกระทรวงวัฒนธรรม ออกไปก่อนแล้ว จึงถือว่าความผิดยังไม่สำเร็จ ซึ่งกรณีดังกล่าวตนเห็นว่า เป็นการพิจารณาจากกฎหมายคนละฉบับกับโดยคณะกรรมการป.ป.ช. ก็มองในมองในเรื่องของจริยธรรมของผู้ที่เป็นนักการเมืองเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งการวินิจฉัยของ 2 องค์กรที่แตกต่างก็ได้กันขึ้นอยู่กับดุลยพินิจขององค์กรนั้น ๆ ในส่วนของกกต.ก็มาพิจารณาว่าเหมาะสมที่จะเป็นส.ส.ต่อไปหรือไม่ และในส่วของกกต.มีมีมติไปแล้วด้วยเสียงข้างมากให้ยกคำร้องจึงถือว่ายุติไปแล้วคงจะนำมาพิจารณาอีกไม่ได้ และคงไม่ผ่านมายัง


นางสดศรี กล่าวอีกว่า หลังจากที่ป.ป.ช.ส่งให้ประธานวุฒิสภาพิจารณาเรื่องการถอดถอนแล้ว ก็อาจจะมีประเด็นข้อกฎหมายให้พิจารณา ว่า หากที่ประชุมมีมติถอดถอนนายสุเทพแล้ว  ทางวุฒิสภาจะมีอำนาจในการถอนถอนตาม มติได้เลยหรือไม่ หรือจะต้องส่งเรื่องกลับมาให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้สั่งเพิกถอนสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งส.ส.ด้วยว่า การร้องเรียนดังกล่าวเป็นการร้องตั้งแต่นายสุเทพเป็นส.ส.เขตในการเลือกตั้งใหญ่ทั้งประเทศ ที่ได้ลาออกไปแล้ว จะถือได้วว่านายสุเทพได้สิ้นสภาพไปก่อนแล้วหรือไม่ และจะส่งผลถึงสถานะปัจจุบันที่ นายสุเทพที่รับการเลือกตั้งจากการเลือกตั้งซ่อมหรือไม่


เมื่อถามว่า การออกมาของป.ป.ช.ตอนนี้ยิ่งทำให้พรรคการเมืองมีความพยายามที่จะลดอำนาจองค์กรอิสระลงหรือไม่ นางสดศรี กล่าวว่า การดำเนินการของป.ป.ช.เป็นการทำให้เห็นว่าป.ป.ช.ไม่ได้เข้าข้างใคร และประจวบเหมาะพอดี และอาจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เขาจะยบุองค์กรอิสระลงเร็วขึ้นก็ได้ แต่เมื่อรัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างนี้ ก็ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เพราะการกระทำของนัการเมืองจะเข้าไปก้าวก่ายงานประจำไม่ได้ เมื่อตรวจสอบแล้วว่ามีพฤติกรรมดังกล่าวก็ต้องดำเนินการไป ถ้าจะทำให้นักการเมืองไม่พอใจก็เป็นเรื่องของเขา แต่ก็อาจะเป็นเหตุให้มาลดอำนาจองค์กรอิสระได้
“องค์กรอิสระจะอยู่หรือไม่เป็นเรื่องของพรรคการเมือง แต่การทำหน้าที่เป็นองค์กรอิสระต้องทำอย่างตรงไป ตรงมา และทำหน้าที่ให้เห็นว่าเป็นกลางจริง เมื่อมานั่งตรงนี้จะต้องปิดตาแล้วพิจารณาโดยไม่สนว่าคุณเป็นใคร และคนที่เป็นองค์กรอิสระจะต้องไม่มีอคติในใจ ว่าพรรคนั้น พรรคนื้ หรือคนนั้น คนนี้ ไม่ได้  อย่างไรก็ตามตนก็ไม่เห็นด้วยว่าจะให้องค์กรอิสระมาจากการเลือกตั้งเพราะจะมีการล็อบบี้กันมาได้ง่าย” นางสดศรี กล่าว
Share:

เร่งสอบพยานแวดล้อมเด็ก17ปีเก้าอี้ฟาดแม่บ้านกลางกรุง





ตำรวจเร่งสอบปากคำพยานแวดล้อมเพิ่มเติม กรณีเด็ก 17 ปี ใช้เก้าอี้ฟาดหน้าแม่บ้านห้างเซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมรอตรวจสอบวงจรปิด มัดยืนยันคนเดียวกับที่แทงผุ้อื่นบาดเจ็บ
วันนี้( 27 ก.ค.) พ.ต.ท.พนม เชื้อทอง รอง ผกก.สส.สน.ปทุมวัน เปิดเผยความคืบหน้ากรณีนางสมจิตร พรายเนาว์ อายุ 50 ปี แม่บ้านของห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ผู้เสียหายที่ถูก นายเอ (นามสมมติ) นักเรียนชายชั้น ม.6 โรงเรียนแห่งหนึ่ง อายุ 17 ปี ก่อเหตุใช้เก้าอี้พลาสติกฟาดใบหน้าจนกระดูกไซนัสแตก สาเหตุมาจากแม่บ้านคนดังกล่าวเก็บนาฬิกาของผู้ก่อเหตุได้แล้วบ่ายเบี่ยงไม่ยอมคืน เดินทางจากจังหวัดขอนแก่นเข้าแจ้งความกับตำรวจ สน.ปทุมวัน เพื่อให้ดำเนินคดี ส่วน นายเอ ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางได้อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวไปแล้วว่า เมื่อวันที่ 26 ก.ค. ที่ผ่านมาได้ทำการสอบปากคำพยานแวดล้อม 3-4 ปากแล้ว โดยวันนี้จะเรียกคนขับรถสามล้อเข้ามาสอบปากคำเพิ่มอีก 1 ราย เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม จึงยังไม่สามารถแจ้งข้อหากับนางสมจิตรได้ว่าเข้าข่ายลักทรัพย์หรือไม่

ส่วนกรณีที่มีการอ้างว่า นายเอ ใช้อาวุธมีดแทงเข้าที่ลำคอของคนเจ็บอีกคนนั้นจะใช่คนๆ เดียวกันหรือไม่ จะต้องตรวจสอบกล้องภาพวงจรปิดของทางห้างสรรพสินค้ามาบุญครองอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อนำมาเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในการประกอบสำนวนคดี จึงจะทราบว่าให้ผู้ได้รับบาดเจ็บมาชี้ตัวยืนยันได้เมื่อไหร่ อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่กำลังเร่งรัดทำคดีนี้อยู่ เพื่อจะรวบรวมพยานหลักฐานให้ได้มากที่สุดพร้อมรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบภายในวันจันทร์ เพื่อจะมีการประชุมหาข้อสรุปคดีนี้ต่อไป.
Share:

“พ่อคูณ”ดีขึ้นมาก-ยังไม่อยากกลับวัด





อาการอาพาธของหลวงพ่อคูณดีขึ้นมาก แพทย์ระบุผลการรักษาน่าพอใจ แต่ยังไม่อนุญาตให้กลับวัดบ้านไร่ รอดูอาการต่ออีก 1 สัปดาห์เป็นอย่างน้อย
จากกรณีที่หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา นอนรักษาอาการอาพาธที่ห้องผู้ป่วยพิเศษ 9821 ชั้น 8 อาคารเฉลิมพระเกียรติ รพ.มหาราชนครราชสีมา ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค. จนถึงขณะนี้เป็นเวลานานกว่า 25 วัน อาการดีขึ้นตามลำดับ แต่แพทย์ยังคงให้งดเยี่ยม เนื่องจากหวั่นเกรงจะติดเชื้อแทรกซ้อน และยังไม่อนุญาตให้เดินทางกลับวัดบ้านไร่


ความคืบหน้าวันนี้ (27 ก.ค.) นพ.พินิศจัย นาคพันธุ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด รพ.มหาราชนครราชสีมา แพทย์ประจำตัวหลวงพ่อคูณ เปิดเผยว่า อาการอาพาธของหลวงพ่อคูณดีขึ้นมากแล้ว ไม่มีไข้ติดต่อกัน 3 วัน รู้สึกตัวดี พูดคุยได้มากขึ้น โดยหลวงพ่อยังไม่แสดงอาการคิดถึงวัดบ้านไร่ หรือบ่นว่าอยากจะกลับวัดแล้ว บอกแต่เพียงว่า อยู่ รพ.ไปอีกก็ได้ ให้หายดีก่อนค่อยกลับวัด ขณะที่เสมหะในลำคอยังมีอยู่เล็กน้อย อาการปอดอักเสบก็หายเป็นปกติ ระดับน้ำในปอดอยู่ในเกณฑ์ที่ดี


ส่วนอาการอ่อนเพลียก็ยังคงมีบ้างเล็กน้อย แพทย์ยังคงให้ยาละลายเสมหะและขยายหลอดลม เพื่อรักษาระบบทางเดินหายใจให้คล่องตัว ผลการรักษาในภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ แต่ก็ยังไว้วางใจอะไรไม่ได้มาก เนื่องจากหลวงพ่อมีภูมิต้านทานโรคต่ำ อาจเกิดอาการแทรกซ้อนได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะระยะนี้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย อย่างไรก็ตาม แพทย์ยังไม่พิจารณาถึงเรื่องการเดินทางกลับวัดบ้านไร่ เพราะยังต้องรอดูอาการไปเรื่อย ๆ โดยคาดว่าถ้าหากหลวงพ่ออาการดีขึ้นมากอย่างชัดเจน ก็น่าจะมีการพูดคุยเรื่องกลับวัด ซึ่งคงต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1 สัปดาห์ และที่สำคัญแพทย์ยังไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าเยี่ยมโดยเด็ดขาด.


Share:

“ประยุทธ์” เผย “ยิ่งลักษณ์” ห่วงไฟใต้ สั่งเร่งแก้





“ประยุทธ์” เผย “ยิ่งลักษณ์” ห่วงไฟใต้ สั่งเร่งแก้ พร้อมเทงบซื้ออุปกรณ์ป้องบึ้ม ลั่นแม้แพงก็ต้องซื้อ เร่งติดกล้องซีซีทีวีเพิ่ม โวแก้ไฟใต้ก้าวหน้าขึ้น พ้อน้อยใจสื่อมองทหารดับไฟใต้ด้านเดียว
วันนี้( 27 ก.ค.) ที่กองบัญชาการกองทัพบก  (บก.ทบ.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ว่า นายกฯมีความห่วงสถานการณ์ภาคใต้ตลอดอยู่แล้ว โดยได้กำชับเรื่องการดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่ต้องทำให้ได้มากและดีที่สุด ซึ่งที่ผ่านมาตนได้ชี้แจงต่อนายกฯแล้วว่าจะต้องแก้ปัญหาอย่างไร และขาดเหลืออะไร แต่ขั้นตอนการดำเนินการต้องใช้เวลา เช่น การติดตั้งกล้องซีซีทีวี เพราะลำพังเพียงกฎหมายอย่างเดียวแก้ไขไม่ได้ เพราะหากใช้กฎหมายที่เข้มงวดจนเกินไป ตนก็ไม่อยากไปละเมิดสิทธิมนุษยชน ถ้าเป็นโจรธรรมดาใช้กฎหมายปกติก็ปราบได้ แต่กรณีนี้เป็นโจรคนละแบบจึงต้องใช้กฎหมายพิเศษ เช่นการจำกัดพื้นที่เข้าออก เพื่อลดเป้าหมายที่มีความเสี่ยง และทำให้เจ้าหน้าที่แยกออกได้ว่าใครคือคนร้าย หรือคนดี


“เจ้าหน้าที่เครียดเพราะทำงานตลอด 24 ชั่วโมง คนหนึ่งต้องอยู่ในพื้นที่ถึง 2 ปี  และ 2-3 เดือนจึงจะกลับบ้านที อยากให้เห็นใจทั้งทหาร และ ตำรวจในพื้นที่  ผมไม่อยากให้มีใครตายแม้แต่คนเดียว แต่ต้องเข้าใจว่า เป็นการต่อสู้ระหว่างคนที่มีความคิดหัวรุนแรงจึงต้องมีการปะทะกัน และมีคนบาดเจ็บเสียชีวิต วันนี้เราไม่ได้ใช้กำลังไล่ล่าเอาเป็นเอาตาย นอกจากการบังคับใช้กฎหมาย ถ้าถืออาวุธมาจะต้องปะทะ แต่ถ้าไม่มีอาวุธจะต้องพูดคุย มีบางกลุ่มเดินเข้ามาขอมอบตัว แต่อีกส่วนไม่ยอมต้องการสร้างพลัง เราจึงต้องดำเนินการต่อบุคคลพวกนี้ให้ได้ ซึ่งเรารู้ตัวหมดแล้ว แต่มีการเล็ดลอดหลบหนีไป ซึ่งนายกฯย้ำอยู่เสมอในเรื่องการดูแลปัญหาภาคใต้ และให้ความสำคัญทุกรัฐบาล วันนี้มีการกล่าวอีกว่ามีการเลี้ยงไข้ คิดแบบนี้ไม่ได้ อยากให้เข้าใจทหารว่า คิดอยู่อย่างเดียวว่าจะทำอย่างไรให้ภารกิจสำเร็จ เพื่อที่จะได้กลับเข้ากรมกรอง ไม่ใช่มากล่าวหาว่าไปซื้อเวลา ถ้าภารกิจนี้ไม่จบและภารกิจอื่น ๆ จะทำอย่างไร” ผบ.ทบ.กล่าว


พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ส่วนเหตุการณ์คนร้ายวางระเบิดจนทำให้ตำรวจเสียชีวิต 5 นายนั้น ทุกคนก็เสียใจ ตนได้สั่งการให้มีการปิดล้อมตรวจค้น ขณะนี้เรารู้ตัวคนก่อเหตุหมดแล้วจากกล้องซีซีทีวี และกำลังจะติดกล้องเพิ่มเติมในจุดที่ไม่มี รวมถึงเครื่องมือมาทดแทน ไม่ต้องกลัวว่าเราจะไปซื้อเครื่องมือที่ใช้งานไม่ได้ แม้ว่าจะแพงเราก็จะต้องซื้อ หรือมีแค่ชิ้นเดียวก็จะต้องซื้อ นอกจากนี้นายกฯได้จัดสรรงบประมาณจัดซื้ออุปกรณ์ รวมถึงการปรับการทำงานตั้งแต่มีการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาชาย แดนภาคใต้ที่มี พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เป็นประธาน ซึ่งจะมีการปรับงบประมาณในการที่จะลงพื้นที่ภาคใต้เพื่อให้งานเดินเร็วขึ้น การทำงานในพื้นที่ภาคใต้ไม่ใช่เรื่องง่าย ขณะนี้เราเปิดการปฏิบัติการเชิงรุกทั้งหมด เพราะอยู่ในช่วงเดือนรอมฏอน ผู้ก่อการร้ายมีความเชื่อว่าจะได้ขึ้นไปอยู่บนสวรรค์หากมีการก่อเหตุ ดังนั้นจะต้องแก้ไขกันไปและผู้นำศาสนาก็ให้ความร่วมมือมากขึ้น


“ผมน้อยใจที่สื่อเขียนอะไรกันออกมาด้วยความไม่เข้าใจมองกันด้านเดียว และก็มาวัดแบบนี้ไม่ได้ ที่ผ่านมาผมได้เชิญผู้บังคับกองร้อย ผู้บังคับหมวดมา เพื่อมาพูดคุยว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่ ซึ่งเขาก็เสนอปัญหามาหลายประการ และผมก็สั่งแก้ไปหมดแล้ว อย่าคิดว่าแก้หรือใช้งบประมาณกันง่าย ๆ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว


เมื่อถามถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เรียกร้องให้ 13 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งเจ้าหน้าที่ไปร้องทุกข์และให้เบาะแส เพื่อจะเอาผิดบริษัทเอกชนที่นำเครื่องตรวจวัตถุระเบิดจีที200 มาเสนอ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ทางยืนยันว่าจะส่งเจ้าหน้าที่ไปร้องเรียนและให้ข้อมูล ส่วนที่ทางดีเอสไอระบุว่า ทางกองทัพบกเคยทำหนังสือมาแล้ว แต่ยังไม่ส่งเจ้าหน้าที่ไปชี้แจงนั้น ขณะนี้กำลังดูอยู่ว่าจะส่งไปอย่างไร เพราะเราเป็นผู้เสียหาย เมื่อมีการระบุว่าเครื่องจีที 200ใช้งานไม่ได้ก็จะต้องหยุดใช้ และต้องว่าไปตามกระบวนการยุติธรรม เราไม่ได้เข้าข้างบริษัทเอกชน

Share:

ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ 095-219-0106

Popular Posts

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Blog Archive

Followers

Blog Archive